Travel

เที่ยวโซล, เกาหลี (1)

posted on 26 Nov 2012 22:37 by pongwut-spock in Travel
 
Cool ช่วง 5 วันที่ผ่านมาไปเที่ยวเกาหลีมา เป็นการบินด่วน ตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพราะสามารถหาตั๋วราคาถูกได้ นับเป็นการไปเที่ยวประเทศนี้เป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาผมมักจะเลือกไปญี่ปุ่นแทนตลอดเพราะว่าราคาตั๋วมันพอๆ กัน ก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตา หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ชีวิต เลือกภาพบางส่วนมาลง Blog
 
 
รถบัสสำหรับเดินทางจากสนามบินไปยังตัวเมือง ผมขึ้นเบอร์ 6011 ราคาตั๋ว 10000 วอน จุดขึ้นรถก็ไม่ยาก หาง่าย อยู่นอกประตูออกจากสนามบินเลย มีรถหลายสาย เข้าเมืองสะดวก ราคาคิดเป็นเงินไทยแล้วเกือบสามร้อยบาท เดินทางสักชั่วโมงกว่าๆ สำหรับที่พักของผมนั่งรถบัสไปง่ายกว่า เพราะเคยได้ยินว่าสถานีรถไฟใต้ดินที่กรุงโซลขึ้นลงบันไดเยอะ ไม่เหมาะกับกระเป๋าเดินทาง (แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย)
 
 
พระราชวังชางด๊อกอยู่ใกล้ที่พักของผมแค่หัวมุมถนน เดินมาถ่ายรูปเป็นแห่งแรกเลย ที่นี่ถือว่านักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ คนเกาหลีเองก็มาก ด้านในกว้างๆ เดินสบาย ท่ามกลางอากาศหนาวๆ ประมาณเลขอุณหภูมิตัวเดียว บางวันก็ติดลบ แดดมีเป็นพักๆ แต่ส่วนใหญ่ฟ้าจะมีเมฆคลุมตลอด
 
 
ห้างในย่านอินซาดง ชื่อ Ssamziegil มั้ง เขาทำเป็นตึกที่ทางเดินมันค่อยๆ เอียงวนขึ้นด้านบนไปเรื่อยๆ ดังนั้นขณะที่เราเดินชมร้านค้าเราก็จะขึ้นสู่ชั้นถัดไปเรื่อยไปด้วย มีอยู่สามชั้น บนสุดมีดาดฟ้าให้มองชมวิวถนนที่มีคนเดินซื้อของกันขวักไขว่ด้วย เท่าที่สังเกตย่านนี้จะมีร้านขายของที่ระลึกแบบเกาหลีอยู่หลายร้านทีเดียว ตอนผมมาที่ตึกนี้วันหลังมีจัดงานอีเว้นท์ที่ลานด้านล่างนี่ด้วย คงมีดารามามั้ง เพราะเห็นเด็กวัยรุ่นกรี๊ด มุงถ่ายรูปกันเต็มเลย
 
 
อันนี้เป็นร้านขายอาหารและขนมแถวที่พัก ตกแต่งหน้าร้านได้สวยดีนะครับ ให้นั่งถ่ายรูปเล่นได้
 
 
ภาพทหารผลัดเวรหน้าพระราชวังตรงข้าม City Hall เขามีเป็นรอบๆ พอดีวันนั้นตื่นสายแล้วนั่งรถไฟใต้ดินไปถึงตอน 11 โมง โชคดีตรงกับเวลาเขากำลังแสดงกันพอดี เที่ยวในกรุงโซลรอบนี้ใช้รถไฟใต้ดินเป็นหลักครับ ส่วนใหญ่ที่เที่ยวก็อยู่ไม่ไกลกันมาก ขึ้นรถไฟแค่ครั้งเดียวแล้วก็เดินเอา ไม่ทันเมื่อยก็ถึงที่ต่อมาแล้ว Cool
 
 
ชื่อของพระราชวังแห่งนี้ครับ (ด็อกซู) ภาษาเกาหลีนี่อ่านชื่อแปลกๆ อ่านออกเสียงยากกว่าญี่ปุ่นอีกนะผมว่า
 
 
หน้า City Hall ที่อยู่ตรงข้ามพระราชวัง เขาเพิ่งตั้งต้นคริสต์มาสพอดีเลย ยังไม่เสร็จ แถวๆ นั้นน่าจะมีการตกแต่งด้วยนะครับ เห็นป้ายเป็นภาพเหมือนลานสเก็ตน้ำแข็ง แต่กว่าจะเปิดก็กลางเดือนธันวา ถ้าใครมาช่วงนั้นก็น่าจะโรแมนติกดี
 
 
ด้านในวังครับ วังเกาหลีส่วนใหญ่ก็หน้าตาคล้ายๆกันนะ มักมีสีเขียว ส้ม แดง ชมพู พื้นที่ด้านในก็จะกว้าง คล้ายกับจีนและญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน ด้านในสุดเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย
 
 
แอ๊คท่าถ่ายกับใบไม้ร่วงซะหน่อย สำหรับตอนนี้จะเข้าหน้าหนาวก็กำลังร่วงเต็มพื้นเลยกลายเป็นสีเหลืองไปหมด
 
 
ใบไม้แดงก็ยังเหลืออยู่บนต้นอยู่บ้างเล็กน้อย
 
 
แดงสลับเหลือง
 
Money mouth  สำหรับวันนี้ขอจบแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาต่อสำหรับที่เหลือครับ
 
 

Japan 2012 (ตอน 1) - โอซาก้า

posted on 25 May 2012 17:09 by pongwut-spock in Travel
 
         Money mouth  ได้เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมาตอนช่วงต้นเดือนเมษา ปกติต้องเอามาบันทึกไว้ใน Blog แต่ยังไม่มีโอกาสเสียทีผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว เอาเป็นว่าจากนี้ไปจะขอเขียนไปเรื่อยๆ สลับกับเรื่องอื่นๆ แล้วกัน
 
          ปกติแล้วก่อนหน้านี้เวลาไปญี่ปุ่นผมมักมุ่งไปยังเมืองหลวงอย่างโตเกียวเพราะเป็นคนชอบอะไรทันสมัยและรู้สึกว่าเวลาอยากหาซื้อสินค้าอะไรอยู่ในเมืองมันจะมีร้านค้าทุกประเภทตรงตามความต้องการมากกว่า แต่หนนี้เลือกไปแถบคันไซโดยอยู่แถวโอซาก้าเป็นหลัก จุดหมายหลักคืออยากดูซากุระ
 
  
 
Money mouth  ภาพนี้ถ่ายวันที่ 4 เมษายน 2555  ที่วัดชื่อ Shitennoji ในโอซาก้า ซากุระเริ่มบานให้เห็นประปรายแล้วครับ สวยงามมากทีเดียว เมื่อผสานเข้ากับบรรยากาศวัดญี่ปุ่นที่แสนสงบ เรียบง่ายก็ทำให้เราเดินชมแล้วรู้สึกสบายใจ
 
 
Money mouth เป็นอีกภาพภายในวัดเดียวกัน เป็นทางเดินในสวนญี่ปุ่นภายในนั้น สไตล์สวนญี่ปุ่นก็อย่างที่หลายคนรู้กันจะออกแนวเรียบร้อย สะอาดตา เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้รับการออกแบบจัดเรียงมาอย่างเรียบร้อยจงใจ ผสานเข้ากันทั้งไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม สายน้ำและแน่นอนว่าต้องมีก้อนหินทั้งเล็กและใหญ่เรียงกันเอาไว้
 
 
Money mouth  ที่ญี่ปุ่นมีพิพิธภัณฑ์อยู่มากมาย (จริงๆ ในไทยเราเขาก็ว่ามีเยอะเป็นร้อยนะ เพียงแต่ไม่ได้รับความสนใจบำรุงให้ดีและไม่ดังเลย)  ตามประสาประเทศเจริญแต่ละแห่งก็จะได้รับการดูแลอย่างดี มีความโดดเด่นทั้งโครงสร้างการออกแบบสถานที่และของที่เอามาจัดแสดง อย่างในภาพนี้คือพิพิธภัณฑ์ด้านการเดินเรือ ก็จะโชว์หัวเรือแบบต่างๆ ตัวอาคารเป็นทรงกลมโปร่งใสเปิดให้แดดส่องเข้ามาได้ ตั้งอยู่ริมทะเลโอซาก้าแถวนอกเมือง 
 
 
Money mouth  หัวเรือแบบแขกอาหรับ (มั้ง)
 
 
Money mouth  กลับมาชมในเมืองกันบ้างย่านนัมบะ แถวนี้จะเต็มไปด้วยร้านค้าทั้งของกิน เสื้อผ้าและของใช้ต่างๆ ตึกก็จะดูทันสมัยพอดู เรียกได้ว่าไม่แพ้โตเกียว
 
 
Money mouth  ป้ายกูลิโกะ หนึ่งในสัญลักษณะแสนโดดเด่นของย่านนี้ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งหลายผ่านมาต้องเก็บภาพกันแน่นอนครับ คิดว่าเป็นอีกหนึ่งอย่างที่คุ้นตาคนไทยเรา เห็นมันจากการ์ตูน หนังหรือรายการท่องเที่ยว
 
 
Money mouth แถบนี้ก็จะอารมณ์ทุนนิยมที่สุดแล้ว มีแต่ห้างและร้านค้ามากมาย คล้ายๆ พวกย่านสยามของเรานี่แหละ ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเดินขวักไขว่ มีซอยแยกย่อยมากมาย ร้านเล็กใหญ่พร้อมดึงเงินออกจากกระเป๋าคุณ
 
 
Money mouth  ถนนสายหนึ่งที่เต็มไปด้วยร้านของกินมากมาย ร้านขายปูนี่เป็นหนึ่งในร้านดังที่คนส่วนใหญ่ต้องมาสักการะกัน ราคาก็ค่อนข้างแพงทีเดียว เท่าที่จำได้รู้สึกจะเจ็ดร้อยถึงพันกว่าเย็น ได้ขาปูอันนิดเดียว รสชาติก็อร่อยจริง แต่อย่าหวังว่าจะอิ่ม
 
 
Money mouth  ถ้าไม่อิ่มจากการกินปู ก็ควรจะหาอย่างอื่นกินต่อ เช่นขนมพวกนี้
 
 
Money mouth  หรือไม่ก็ต่อด้วยซูชิ ร้านนี้ดังเหมือนกันครับ ยอมรับว่าซูชิญีปุ่นสดจริงกินแล้วรู้สึกรสชาติอัพเกรดจากเมืองไทยเราไปอีกขั้นหนึ่ง ราคาก็ไม่แพงมากนะ มีหลายขนาดให้เลือก
 
 
Money mouth  ส่วนนี้คือร้านทาโกะยากิ เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่คนไทยคงคุ้นกันมั้ง มีทาโกะหลายแบบให้เลือก เช่นอย่างธรรมดา ในน้ำซุบ และที่สำคัญคือซุปเปอร์ทาโกะที่มีปลาหมึกใหญ่มากๆ แบบแทงทะลุล้นออกมาจากตัวแป้ง
 
 
Money mouth  แน่นอนว่าเป็นย่านกูลิโกะก็ต้องมีขายสินค้าเกี่ยวกับบริษัทนี้หลากหลายแบบอยู่แล้วครับ รสชาติหลากหลายมากมาย ใครที่เคยได้ยินมาว่าขนมญี่ปุ่นยี่ห้อเดียวกับไทยมีหลายรส ก็จะได้มาเห็นความเยอะของมันที่นี่นั่นแหละ
 
Money mouth  จบสำหรับวันแรกเท่านี้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะอัพเดทต่อไปในวันหน้าครับ

ภูเก็ต

posted on 18 May 2012 14:04 by pongwut-spock in Travel
 
  Money mouth  ไปภูเก็ตมา 4 วันตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ขอบันทึกเอาไว้ซะหน่อย ผมไปใช้ชีวิตอยู่แถวหาดป่าตอง เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ค่อยได้เล่นน้ำ เพียงแค่จ้องมองชายหาด สายลม น้ำทะเลพยายามดื่มด่ำกับบรรยากาศเท่านั้นเอง นอกจากวันแรกที่แดดแรงแล้วส่วนใหญ่ฟ้าค่อนข้างครึ้มและมีฝนตกลงมาเป็นพัก พอไปอยู่ในย่านนักท่องเที่ยวแม้จะเป็นคนไทยเช่นเดียวกันแต่คนพื้นถิ่นมักเห็นเราเป็นชาวต่างชาติ คอยแต่เรียกให้ใช้บริการแท๊กซี่หรือชวนเข้าร้านอาหารทะเลข้างทางตลอด การ Hardsale แบบนี้คงเป็นเรื่องปกติของประเทศขายบริการอย่างไทยไปแล้วกระมัง 
 
  ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขียนงาน คิดพล็อตเรื่่องได้นิดหน่อย จำได้ว่าหลายปีก่อนเคยอ่านว่าปราบดา หยุ่นลงทุนไปเช่าห้องโรงแรมเล็กๆ ในฮ่องกงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในห้องพักเพื่อเขียนบท The invisible wave ให้กับเป็นเอก ขณะอยู่ที่นี่ตอนทำงานพยายามจะคิดว่าตัวเองอาร์ตแบบปราบดาบ้าง แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยได้แฮะ สงสัยเราจะชอบเขียนอยู่ที่เดิมๆ เช่นโต๊ะทำงานที่บ้านมากกว่า