Money mouth  เขียนถึงหนังสือที่ได้อ่านบ้าง ที่จริงแล้วผมก็อ่านหนังสือใหม่ๆ อยู่ตลอดทั้งไทยและเทศ ตั้งแต่หวานแหววไปจนถึงวรรณกรรม เฉลี่ยแล้วสัปดาห์ละ 2-3 เล่ม แต่พักหลังไม่ค่อยได้หยิบยกมาพูดก็เพราะไม่มีเวลามาเขียน Blog เลยนั่นเอง มีทั้งอ่านจบครบถ้วนเลยบ้าง อ่านข้ามๆ หรืออ่านไปได้ไม่กี่บทก็มีอยู่บ้าง จุดประสงค์การอ่านนั้นอย่างแรกคือความชอบตามนิสัยปกติ อ่านมาตั้งแต่เด็ก โตแล้วก็ย่อมอ่านต่อไป ส่วนอีกเหตุได้มาหลังอยากเขียนจนได้ประกอบอาชีพด้านนี้ นั่นคือต้องศึกษางานคนอื่น วิเคราะห์รูปแบบ ศึกษา trend ว่าสิ่งใดกำลังได้รับความสนใจ อันไหน IN อันไหน OUT แล้วบ้าง
 
           จริงๆ แล้ววงการหนังสือก็ไม่ต่างจากธุรกิจอย่างอื่นเช่นเพลงและหนัง คือมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ถ้าเป็นไปได้ผมอยากมองให้ออก ตามให้ทัน ไม่เฉพาะแต่ภายในเนื้องานแต่หมายรวมถึงสภาพตลาดที่ห้อมล้อมหนังสือทุกเล่มอยู่ด้วย อันนี้เป็นความชอบส่วนตัว ซึ่งนักเขียนอีกหลายคนอาจจะรู้สึกคนละแบบก็ได้ อย่างแนวคิดทำนองว่าศิลปินต้องเขียนอย่างเดียว มีความบริสุทธิ์ ไม่สนใจรับรู้การตลาดอะไรก็ว่าไป
 
        วันนี้ขอหยิบเรื่อง "กระจกเงา เงากระจก" ของพี่ม่อน อุทิศ เหมะมูลมาเขียนบันทึกไว้ซะหน่อย คงไม่สามารถเรียกว่าวิจารณ์ review อย่างเป็นทางการหรือมีสาระเข้มข้นใดๆ เพราะอ่านจบไปร่วมเดือนแล้วด้วย เอาเป็นว่าบอกเล่าความรู้สึกกันดีกว่า อย่างแรกเลยคืออ่านแล้วขอจัดไว้อยู่ในหมวดหนังสือที่ชอบ เคยอ่านทั้งงานแนวบทความ  เรื่องสั้น และนิยายจากฝีมือพี่ม่อนมา โดยส่วนตัวรู้สึกว่างานประเภทนิยายเป็นสิ่งที่พี่ม่อนถ่ายทอดออกมาได้ดีสุด ในรูปโฉมวรรณกรรม (อยางน้อยก็ระดับเข้ารอบ 20 เล่มสุดท้ายซีไรต์ปี 2006) แต่เนื้อเรื่องก็สนุก น่าสนใจ ลื่นไหลและดึงความสนใจจากคนอย่างผมที่ใฝ่หาความสนุกจากหนังสือไว้ก่อน
 
         จากประสบการณ์ยามอ่านวรรณกรรมไทยโดยเฉพาะแนวส่งชิงรางวัลได้เนี่ย ปัญหาหลักที่พบในหลายเล่มคือ "มันไม่สนุกเลย" เป็นแค่เพียงการเอาภาษาอลังการเชิงวรรณศิลป์มาบวกเข้ากับเนื้อหาประเด็นหนักๆ มีข้อคิดหรือความรู้ สมควรแก่การมอบรางวัลตามมาตรฐานของเวทีต่างๆ เท่านั้น
 
 
         คงสามารถจัดนิยายชิ้นนี้อยู่ในหมวดนิยายรักก็คงได้มั้ง เพียงแต่มันไม่ใช่รักแบบป๊อบๆ อย่างที่คนส่วนมากนิยม เรื่องเล่าชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งในสองช่วง โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบตัดสลับระหว่างบทกันไป ส่วนแรกคือชีวิตตอนกลับไปคืนดีกับคู่รักหน้าสวย เสน่ห์แรง ซึ่งเป็นผู้ชายเหมือนกัน อีกส่วนคือชีวิตตอนไปเป็นดีเจ ช่วยงานอาเฮียเจ้าของกิจการแถวอาร์ ซี เอ พยายามพลิกฟื้นกิจการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจและช่วงขาลงผสมการค้นพบรักครั้งใหม่กับหญิงสาวนักแต่งเพลง
 
            เหตุการณ์ในเรื่องน่าจะเกิดระหว่างช่วงปี 1997-2001 นะถ้าผมกะไม่ผิด เพราะตอนจบเป็นช่วงทักษิณได้เป็นนายกครั้งแรกพอดี มองในมุมหนึ่งถือเป็นการบันทึกบรรยากาศความเป็นไปของช่วงนั้นเอาไว้ด้วย นอกจากส่วนเนื้อเรื่องที่น่าสนใจอย่างที่บอกไปแล้ว ภาษาและเทคนิคการนำเสนอก็ดูดี ผมรู้สึกว่าพี่ม่อนเขามีชั้นเชิงมากทีเดียว อย่างการบรรยายถึงคู่รักที่เป็นเกย์ของตัวเอกที่ดูเหมือนกำลังพูดถึงผู้หญิง สะท้อนถึงความอ่อนโยนแบบประหลาดๆ
 
          เคยอ่านบทสัมภาษณ์พี่ม่อนว่าเรื่องในลับแลแก่งคอยก็มาจากประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวมาปรับเป็นวัตถุดิบ เพื่อนคนหนึ่งที่เคยผ่านตา "ระบำเมถุน" บอกว่าเรื่องนั้นก็มาจากเหตุการณ์ในชีวิตเหมือนกัน เจ้าเพื่อนคนนี้เลยรำพึงแบบเล่นผสมจริงว่า "โห นี่จะขุดชีวิตตัวเองมาใช้เขียนจนคุ้มเลยเหรอเนี่ย" เออ ผมเองก็ไม่เคยอ่านระบำเมถุนแฮะอย่างนี้ต้องลองดู รวมถึงเรื่องใหม่ที่ลงเป็นตอนในขวัญเรือนขณะนี้ด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่เขายังขุดประวัติชีวิตมาเป็นวัตถุดิบอยู่หรือเปล่า แต่นักเขียนก็ควรเขียนเรื่องที่ตัวเองรู้ดี ถ้าทำแล้วน่าสนใจก็คงไม่มีปัญหา
 
        Money mouth  คิดดูแล้วกระจกเงา เงากระจกก็เหมือนลับแลแก่งคอยที่ตัดบทพ่่อออกไป แล้วหันไปโฟกัสถึงชีวิตในส่วนของลูกที่เป็นศิลปินตอนเข้ากรุงเทพฯแล้วไปใช้ชีวิตค้นหาตัวเองทั้งความฝันความรัก บทพ่อหายไปความรู้สึกแบบ Epic อย่างลับแลอาจลดลง แต่ก็อย่างที่บอกเป็นหนึ่งในหนังสือแบบวรรณกรรมที่อ่านแล้วสนุก แค่นี้ก็ถือว่าเยี่ยมแล้วสำหรับผม
 
85/100
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet