Cool มันเริ่มต้นจากความรู้สึกว่า "เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ชื่อประหลาดดี หรือว่าจะออกแนวชิลล์ๆ วะ มีการจิบกาแฟ" จากนั้นก็พบว่ามันเป็นหนึ่งในงานที่เข้ารอบสุดท้าย 7 ชิ้น ได้ยินคำร่ำลือจากนักอ่าน นักเขียนหลายคนที่ได้สัมผัสมาว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่น่าสนใจ เป็นนักเขียนใหม่ที่อาจจะคว้าชัย และสุดท้ายก็จบลงด้วยหนังสือเล่มนี้ได้ซีไรต์ประจำปี 2011 อย่างที่ทุกคนรู้กัน...ทั้งหมดนั้นคือความประสบการณ์ของผมที่มีต่อหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่ปีก่อน 
 
 ช่วงเหลือ 7 เล่มสุดท้าย ผมก็ได้อ่านแต่เล่มอื่น เช่นนิมิตรวิกาลของอาจารย์ต้น หรือกระดูกของความลวงของพี่เรวัติ รู้ตัวอีกทีแดดเช้าฯ ก็ได้ซีไรต์ ผมก็ไม่อยากอ่านแล้ว เพราะเดี๋ยวจะโดนหาว่าเป็นพวกตามกระแส ฮ่าๆ สุดท้ายก็ได้มีโอกาสสัมผัสในตอนเดือนมกราคมนี้เอง 
 
      
 
Money mouth  ใครอ่าน Blog มาถึงตอนนี้ ย่อมเดาว่าเดี๋ยวผมก็ต้องบอกว่า ได้อ่านแล้วเป็นงานที่สนุก ถูกใจ สมแล้วที่ได้ซีไรต์....ผิดครับ! ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปรากฏว่าพอได้อ่านแล้วงานของคุณจเด็จไม่ค่อยถูกโฉลกกับผมเท่าไหร่ ตอนแรกผมคาดหวังว่ามันน่าจะเป็นงานที่ให้รสชาติคล้ายพวก "แผ่นดินอื่น" ของคุณกนกพงศ์ หรืองานของพี่ชาติ กอบจิตติ แต่งานในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้กลับมีรูปแบบอีกอย่าง ถ้าอธิบายง่ายๆ ให้เห็นภาพก็คงต้องบอกว่าส่วนใหญ่เป็นงานประเภทที่โดนคัดเลือกลงในนิตยสารช่อการะเกดยุคหลังละมั้ง คือออกแนวติสต์ๆ หน่อยถ้าเปรียบเป็นหนังก็เหมือนพวกหนังอินดี้ แบบอภิชาติพงษ์ ไม่ใช่หนังอย่างคริสโตเฟอร์โนเลน 
 
เรื่องสั้นพวกนี้ เนื้อหาดูครุ่นคิด หรือมีการบรรยายแบบแปลกๆ ตัดต่อชวนงงในบางจุด แล้วจากนั้นก็จบลงไปโดยไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน ซึ่งบางครั้งเวลาผมอ่านงานแบบนี้แล้วผมจะรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างสองฟากความรู้สึกคือ 1.อ้างได้ตามสูตรว่านี่แหละเป็นงานแบบล้ำๆ เว้ยเฮ้ย เขาเปิดช่องให้คิด ไปถามนักเขียนก็คงได้คำตอบว่าคุณต้องตีความเอาเอง เอ๊ะถ้าเราไม่รู้เรื่องมันแปลว่าเราไอคิวต่ำหรือเปล่า เลยตีความไม่เออกเอง กับอีกแบบคือ 2.จริงๆ แล้วสงสัยว่านักเขียนคิิดหรือเข้าใจเรื่องที่ต้องการสื่อชัดเจนจริงๆ หรือเปล่าหว่า หรือที่จริงแล้วก็เขียนไว้แบบกลางๆ งงๆ เดี๋ยวนักวิจารณ์และคนอยากเท่อยากติสต์ก็ไปตีความเอาเองให้งานดูดีขึ้น 
 
สรุปคือสำหรัีบผมอ่านเล่มนี้แล้วไม่ค่อยถูกใจครับ งงๆ เง็งๆ เหมือนจะชัดแต่ก็ไม่ชัด เหมือนจะเปรี้ยงแต่ก็ไม่เปรี้ยง เจอฉากซ้ำๆ วนเวียนไปมาหลายหน อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ดีนะ อย่างที่บอกบางทีผมอาจจะไอคิวต่ำเองก็ได้ อันนี้เขียนเล่าความรู้สึกกันเฉยๆ ตามประสาไดอารี่่ แต่ถ้าใครอ่านแล้วชอบก็บอกกันได้ว่ามันดีอย่างไร 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

#9 By (27.55.34.77|27.55.34.77) on 2014-05-16 18:22

#8 By (27.55.34.77|27.55.34.77) on 2014-05-16 18:22

#7 By bunyarid (103.7.57.18|194.168.1.107, 180.183.81.80) on 2013-06-30 20:19

พยายามอ่านแต่ยังไม่ถึงไหนเลยคะ

#6 By ่่jj (103.7.57.18|202.29.214.214) on 2013-03-04 09:14

#5 By เอกรัตน์ คนคง (103.7.57.18|119.42.96.77) on 2012-09-19 15:39

ผมก็หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นนะ เพราะไม่ว่างานของแกจะเป็นยังไงในแง่มุมของกลวิธีการเขียน (ลอกหรือเลียนนั้น คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิจารณ์ตัดสิน) แต่งานของแกก็ทำให้แวดวงการอ่าน การเขียนคึกคัก และที่ต้องยอมรับอย่างไม่อาจปฏิเสธเลยก็คือ ภูมิความรู้ในเรื่องวรรณกรรมของ อ.ต้นแม่นปึ๊กจริงๆ

#4 By นิธิ (101.109.215.107) on 2012-02-06 21:43

Hot! question

ออกความเห็นได้น่าสนใจและยาวดีด้วยครับพี่นิธิ น่าสนใจมากเลยเป็นความคิดอีกมุมของคนที่อ่านแล้วชอบแตกต่างจากผมไป ผมว่าอ่านแล้วมาออกความคิดเห็นกันมันสนุกตรงนี้แหละ

สำหรับเรื่องแดดเช้าฯ ผมคงไ่ม่มีอะไรจะแย้งแล้ว เพราะของตัวเองก็พูดไปหมดแล้ว แต่ไหนๆ พี่นิธิืพูดถึงนิมิตรวิกาลของอาจารย์ต้น ผมก็ขอพูดบ้าง ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเพราะอาจารย์ต้นเขาได้รับการยกย่องในฐานะมูราคามิเมืองไทยหรือเปล่า ขนาดเล่มนี้มีคนบอกว่าเขาพยายามสลัดคราบมูราคามิได้แล้ว แต่ผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่ายังคงมีกลิ่นอยู่ดี หรือมันจะเป็นสไตล์ติตตัวนักเีขียนไปแล้วก็ไม่ทราบ ชวนให้สงสัยเหมือนกันว่ามันจะเป็นตัวกันไม่ให้แกไปถึงรางวัลสูงสุดของไทยนี่ไหม

#3 By Pongwut Rujirachakorn on 2012-02-02 19:17

ไม่รู้เพราะผมมีแนวทางเขียนที่ชอบตัดสลับฉาก เล่าเรื่องเดียวกันในหลายมุมมองรึเปล่า?

สำหรับเรื่องสั้นเล่มนี้ของจเด็จ ผมกลับรู้สึกไม่งง และอ่านต่ออย่างสนุกจนจบในสองวัน แต่ด้วยเพราะผมเองก็ไม่ได้อ่านรวมเรื่องสั้นเล่มอื่นๆ นอกจากนิมิตต์วิกาลเหมือนเจ้าของบล๊อก ทำให้ออกความเห็นได้ไม่ถนัด

จึงขอเปรียบเทียบแค่เฉพาะสองเล่มนี้

กล่าวสำหรับนิมิตต์วิกาล งานของอนุสรณ์ ติปยานนท์เหมือนกับที่จรูญพร (นักวิจารณ์วรรณกรรม) กล่าวไว้ว่าหากอนุสรณ์คลี่คลายจากเงาของมูราคามิคงจะดีกว่านี้ แม้งานของอนุสรณ์จะพยายามเล่นกับประเด็นความเป็นมนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เส้นพรมแดนมันพร่าเลือนไปหมดแล้วก็ตาม

แต่กับรวมเรื่องสั้นเรื่องนี้ หากจับไปวัดกันกับงานของศิริวร แก้วกาญจน์ ในเรื่องมหัศจรรย์ฯ งานของศิริวรเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงความเป็นไทย และบอกเล่าแทนเสียงคนปักษ์ใต้ได้ชัดกว่า

ปัญหานี้เกี่ยวพันกับเรื่องที่อนุสรณ์ มีพื้นการศึกษาจากเมืองนอกหรือไม่? ผมไม่อยากมองว่าเกี่ยว แต่อดคิดไม่ได้ใช่มั้ย?

ส่วนแดดเช้าฯ ซึ่งเข้าวินมาอย่างงงๆ และคลางแคลงใจหลายต่อหลายคน กระทั่งบางคนก็งงว่าจเด็จนี่ใครกัน?

ผมเองก็เป็น แต่การจะบอกนักเขียนไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งได้ซีไรท์มาเพราะกรรมการซีไรท์ไม่อยากเลือกนักเขียนที่นอนมาอย่างอนุสรณ์ หรือคนอื่นๆ ก็คงเป็นการดูถูกเกินไป เพราะงานชิ้นนี้ของจเด็จ หลังจากอ่านจนจบแล้ว ผมไม่ขัดแย้งอะไรกับที่เขาได้

ซึ่งเมื่อเทียบกับนิมิตต์ฯ แล้ว งานของจเด็จกลับฉายภาพความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเรื่องเล่าในประเทศไทยเรานี้แหละมากกว่าจะพาผู้อ่านออกไปต่างประเทศ เหมือนอย่างนิมิตต์ฯ ที่ตัวละครมีทั้งไปญี่ปุ่น กัมพูชา ฯลฯ อีกทั้งตัวละครของจเด็จก็ไม่จำกัดอยู่แค่ "ผม" กับ "เธอ" หรือกล่าวให้ชัดคือประเด็นเรื่องหนุ่มสาวเท่านั้น แต่เขาพูดถึงความรู้สึก อดีตนักปฏิวัติที่มาติดเกม ไปจนถึงบอกเล่าแทนคนชายขอบตามขนบเรื่องเพื่อชีวิตที่ค่อนข้างจะคลี่คลายไปกว่างานรุ่นพี่เหมือนอย่างที่สุชชาติ สวัสดิ์ศรีให้คำนิยามไว้

เท่านี้คือความเห็นส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ครับ ใครคิดต่างยังไง เชิญทัศนะได้เลย

#2 By นิธิ (101.51.162.93) on 2012-02-01 19:35

ผมอ่านได้ครึ่งเล่มครับ
วางครับ

ไม่ใช่เพราะมันไม่ดีครับ
อยู่ที่จริตของผู้อ่นมากกว่า
แต่อ่านแล้ว ผมเหนื่อยกับตัวเองครับ

คือมันยากเกินไป
ซึ่งผมเองชอบอ่านเรื่องที่รื่นๆ เรียบๆ หน่อย


confused smile