Sealed ผมอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นชิ้นนี้พร้อมกับเพื่อนผู้มีความสามารถด้านการเขียน ความชอบในโลกวรรณกรรม และระดับสมองพอกันคนหนึ่ง เขามีโอกาสเปิดอ่านเรื่องแรกก่อนแล้วออกความเห็นอย่างรวดเร็วว่า "ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ทำให้คิดถึงความรู้สึกสมัยเด็กตอนเบื่อเรื่องสั้นไทย"ฟังความเห็นของเพื่อนแล้วนึกสงสัยว่าหนังสือเล่มนี้มันใช้สไตล์การเขียนแบบเก่าหรือมีเนื้อหาแนวเพื่อชีวิตหรืออย่างไร
 
พอได้ลองอ่านเองตั้งแต่ต้นจนจบทั้ง 5 เรื่องในเล่มก็พบว่าคงไ่ม่ใช่เหตุผลนั้น พิพิธภัณฑ์แสงถูกเขียนด้วยรูปแบบทันสมัย ผมคิดว่าแนวทางเช่นนี้เพิ่งได้รับความนิยมในช่วงสิบปีหลังมานี้เอง ตัวละครไร้ชื่อเสียงเรียงนาม เรียกแทนตัวด้วย "ผม" กับ "เธอ" แทบทุกเรื่องไม่มีพล็อตชัดเจนว่ากำลังพูดถึงประเด็นใด หรือหยิบจับแง่มุมไหนในสังคมมาสะท้อน แต่เลือกไปเล่นกับกระแสอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกหยิบย่อยของตัวละครแทน แถมยังไม่มีบทสนทนาระหว่างตัวละครอยู่เลย (หรือว่าีมีแต่ผมลืมไปแล้วก็ไม่ทราบเอาเป็นว่าน้อยมากแล้วกัน)
 
 
 Embarassed  เรื่องสั้นแต่ละชิ้นของพิพิธภัณฑ์แสง เป็นการหยิบจับเอาห้วงความคิดของมนุษย์เดินถนนสักคน ในช่วงเวลาหนึ่งมาเล่า อาจไม่ยิ่งใหญ่หรือมีความสำคัญระดับสั่นสะเทือนสังคมในวงกว้าง นักอ่านอย่างเราอาจมีโอกาสโดดลงไปในสมองของหนุ่มชนชั้นกลางนายหนึ่งที่กำลังเดินท่องถนนยามราตรี ที่บรรทัดแรกของเรื่องเริ่มในช่วง 2 ทุ่มและจบบรรทัดสุดท้ายเวลา 3 ทุ่ม ระหว่างหนึ่งชั่วโมงนั้นเขาคิดอะไร เห็นสิ่งใด รู้สึกแค่ไหนก็แค่นั้น คนอ่านไม่ควรคาดหวังพล็อตซับซ้อนหรือบทสรุปอันใดมากเกินไป ขอเพียงดื่่มด่ำกับช่วงเวลาและตามติดความคิดของตัวละครไปก็พอ
 
พออ่านจนจบผมก็พอเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนตัวเองว่าทำไมเขาถึงบ่นออกมาอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้น่าจะถือเป็นงานเฉพาะกลุ่มที่นักอ่านบางคนมองว่าพยายามครุ่นคิด ติสต์เกินไป โดยไม่เห็นความชัดเจนว่างานแต่ละชิ้นต้องการสื่อถึงสิ่งใด ในทางตรงกันข้ามผมเชื่อว่านักอ่านรุ่นใหม่หลายคนที่รสนิยมตรงกับผู้เขียนก็น่าจะรักมันเช่นเดียวกัน
 
เรื่องที่ผมชอบเป็นอันดับหนึ่งคือเรื่องเดียวกับชื่อหนังสือ อ่านแล้วรู้สึกได้ท่องไปในพิพิธภัณฑ์พร้อมกับตัวเอกแถมพอดำเนินมาถึงตอนจบกลับลงตัว อิ่มใจอย่างประหลาดทั้งที่ไม่มีพล็อต ในทางตรงกันข้ามผมพบว่าเรื่องสุดท้ายที่มีพล็อตชัดเจนกลับดูอ่อนเมื่ออ่านถึงบทสรุปตอนจบที่ค่อนข้างธรรมดา อีกสิ่งที่อาจมองเป็นจุดอ่อนของงานประเภทนี้ก็ได้คือตัวละครในทุักเรื่อง มีความแตกต่างกันน้อย จนเหมือนเป็นคนๆ เดียวกันหมด
 
Money mouth สรุปแล้วพิพิธภัณฑ์แสงก็เหมือนกับพิพิธภัณฑ์อื่นๆ นั่นแหละครับ เป็นที่เก็บรวบรวมบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ แต่เข้าไปดูแล้วรู้สึกคุ้มค่าหรือไม่คงอยู่ที่รสนิยมของผู้ชมแต่ละคนแล้วละ เอาเป็นว่าลองศึกษารายละเอียดสิ่งของที่ถูกนำมาจัดแสดงให้ดี ก่อนตีตั๋วเข้าชม
 
80/100

Comment

Comment:

Tweet


ฟังดูน่าอ่านนะคะ เรามันชอบอ่านหนังสือแนวๆติสต์ซะด้วย
เอาเป้นว่าจะไปหาอ่านดูนะคะ
หวังว่าเมืองกำแพงจะมีให้อ่าน

#6 By saaya (118.172.205.50) on 2011-06-08 10:26

big smile ตอบอุ้ย เขาเรียกว่า post-modern ใช่ม่ะ ไอ้เราก็ไม่ค่อยถูกกับศัพท์แสงทางวิชาการ

ตอบติสต์ ก็ถ้าเต็มสิบ ก็ตัดเลขศูนย์ออกตัวหนึ่งได้ 8/10

#5 By Pongwut Rujirachakorn on 2011-05-12 06:51

ท่าทางจะเป็นงานสไตล์หลังสมัยใหม่อีกเรื่อง = = ต้องลองหามาอ่านเพื่อพิจารณาดู
เกณฑ์คะแนนเต็มตั้งร้อยคะแนนเลยเหรอพี่ป๊อก ฮ่าๆๆ open-mounthed smile

#3 By ติส ต์ (203.62.154.52) on 2011-05-11 23:01

น่าอ่านจัง ดูมีเสน่ห์ตรงตัวละครไม่มีชื่อแล้วก็เน้นอารมณ์ยิบย่อยนี่แหละ big smile

#2 By G.chalk on 2011-05-11 22:48

ฟังดูเรียบง่ายแต่น่าอ่านดีจังเลยค่ะ ขอบคุณที่มารีวิวให้ฟังนะคะ

#1 By kolonel on 2011-05-11 22:18