Money mouth งานสัปดาห์หนังสืองวดนี้ผมได้ีมีโอกาสไปสามวัน บางส่วนในฐานะคนเดินงานธรรมดา บางส่วนในฐานะคนเขียนที่ต้องทำหน้าที่พบปะแฟนหนังสือแจกลายเซ็นไปตามเรื่อง ผมไปงานครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน (2001) เปรียบเทียบกับสมัยนี้แล้วคนเพิ่มเยอะขึ้นกว่าเดิมหลายเท่ามาก มองอย่างเผินๆ ดูน่ายินดีที่คนน่าจะหันมาซื้อหาหนังสือมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงว่ากัีนว่า คนซื้อไปกระจุกตัวอยู่ไม่กี่แนว ไม่กี่สำนักพิมพ์ ส่วนใหญ่เป็นนิยายรัก พาฝัน หวานแหวว สำหรับเด็กวัยรุ่นยันวัยผู้ใหญ่ พวกเน้นฉากเรทโป๊เปลือยก็เยอะขึ้น ว่ากันว่านิยายพวกนี้ทดแทนหนังโป๊สำหรับผู้หญิงนั่นเอง อีกอย่างที่ได้รับความนิยมคือหนังสือการ์ตูน จากผลสำรวจพบว่ากระทั่งกลุ่มนักศึกษาที่เป็นปัญญาชนหรือกำลังสำคัญที่ได้รับการศึกษาสูงให้ความสนใจกับการ์ตูนมากสุดในขณะที่หนังสือเป็นเล่มกลับอ่านกันน้อย พวกงานหนักจริงจังกว่านั้นเห็นว่าสุดท้ายก็ได้รับความสนใจน้อยลงทุกที
 
     คุยกับคนทำหนังสือท่านหนึ่งเขาบอกว่ายุคนี้นักเขียนนั้นแค่เพียงสร้างงานที่ดี มีคุณภาพ อ่านแล้วรู้สึกอิ่มใจ อย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้ว แต่หลายคนต้องทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างฐานแฟนหนังสือ มีแฟนคลับไม่แพ้นักร้อง ช่องทางติดต่อของคนยุคใหม่อย่าง Facebook -Twitter ต้องงัดกันเอามาใช้เต็มที่ หลายคนใ้ช้เวลากับการเขียนข้อความในสิ่งเหล่านี้มากกว่าที่เอามาทุ่มเทกับงานเขียนจริงๆ เสียอีก
 
 
     บางครั้งได้พบเจอเรื่องทำนองนี้มากๆ ผมก็ออกจะเบื่อกับวิถีความเป็นไปของโลกหนังสือเมืองไทยเหมือนกัน แม้ว่าวิถีทางแห่งการตลาดจะแทรกซึมอยู่ทุกวงการ ทุกหนแห่งในโลกอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าประเทศนี้เราใส่ใจกับอะไรเปลือกๆ มากเกินไปหรือเปล่านะ ออกจะหนักหนากว่าที่อื่น  อย่างวงการหนังสือไทยในปีหนึ่งเราไม่เห็นหนังสือที่ขายดีโดยเกิดจากการพูดและวิจาีรณ์กันแบบปากต่อปากว่าเป็นเพราะเนื้อหาที่เยี่ยมยอดเลย (โดยไม่จำเป็นต้องได้รางวัลอย่างซีไรต์) อย่างประเทศแบบอเมริกา อังกฤษ หรือญี่ปุ่น กระทั่งไต้หวันหรือเกาหลีใกล้บ้านเรา
 
       หนังสือในไทยหลายเล่มขายดีก็ใช้วิธีตีหัวเข้าบ้าน แต่ละสำนักพิมพ์เลือกอัดโปรโมททำโปรโมชั่นไปว่าจะเชียร์เรื่องใด นักเขียนคนใดเป็นพิเศษ ทำปกสวยๆ ชื่อแปลกๆ เตะตา หรือกระทั่งหาทางเอาหนังสือและนักเขียนไปออกทีวีให้คนรู้จักเข้าไว้ คุยกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์หนึ่งเขาบอกว่าเดี๋ยวนี้คนให้ความสนใจกับเนื้อหาความดีหรือเลวของเนื้อน้อยกว่าปกหรือการโฆษณาแล้วด้วยซ้ำไป บางเล่มปั่นมามั่วๆ เขียนผิดเขียนถูกก่อนงานหนังสือเริ่ม 1-2 วันก็ไม่เป็นไร ยังไงสำนักพิมพ์อัดโปรโมทเ้ข้า คนก็หลับหูหลับตาซื้อไป คนไทยใจดี ไม่ค่อยคิดอะไรมากอยู่แล้ว เลวมั่วแค่ไหนหลายคนอ่านๆ ไปพอจบก็ไม่คิดอะไร สังคมเราไม่ได้เป็นสังคมแห่งการวิจารณ์และคิดแบบเป็นระบบอยู่แล้ว เรื่องที่หนังสือเล่มหนึ่งจะมีคนมาวิจารณ์เป็น พันเป็นหมื่นความเห็นแบบที่เห็นในเว็บอย่าง Goodread หรือ Amazon ไม่เคยเกิดขึ้น จะว่าไปแล้วก็คงคล้ายกับวงการงานศิลป์อื่นๆ ของไทยอย่างเช่นหนังไทยก็ได้ ที่หนังเนื้อหาดีส่วนใหญ่ขายไม่ออก แต่หนังตลกที่เล่นมุกตลกคาเฟ่ไม่ต่างจากในโทรทัศน์ แค่ตัดต่อตัวอย่างมาขำๆ ก็ทำเงินมหาศาลไปได้
 
     Money mouth เขียนไปเหมือนจะบ่น แต่ผมก็เข้าใจและไม่คาดหวังว่าวิถีนี้จะเปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะเชื่อว่ามันเป็นลักษณะนิสัยของคนไทยเราซึ่งคงจะเ็ป็นแบบนี้ตลอดไปนั่นแหละ แต่ไปพบเจอ สังเกตเห็นมา ก็ขอหยิบยกมาบอกเล่าให้ฟังกัน

Comment

Comment:

Tweet

big smile สวัสดีครับ Tinmai ยินดีที่ติดตามงานนะครับ

#9 By Pongwut Rujirachakorn on 2011-04-25 10:55


เศร้ากับความจริงในวงการหนังสือยุคนี้จริงๆค่ะ ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ หรือจะเปลี่ยนแปลงไปได้ยังไง

ก็คงเหมือนกับนิสัยคนไทยที่ไม่อาจเปลี่ยนได้ง่ายๆนั่นแหละค่ะ

ป.ล.ติดตามอ่านงานของท่าน spock มาหลายเรื่องแล้วค่ะ ล่าสุดก็อินไซเดอร์ รอเล่มสองอยู่นะคะ

#8 By tinmai (180.183.59.202) on 2011-04-21 22:26

นั่นสินะ...

ผมนักหัดเขียนครับ
จะดูไว้เป็นแนวทาง

#7 By NeverLord on 2011-04-07 23:52

big smile บ่นได้ตามสบายครับ ทั้งลูกชิ้นและกะรัต เรามาบ่นร่วมกัน เพราะเขียนวันนี้เป็นอารมณ์บ่นอยู่แล้ว

ไปงานหนังสือมาสามวันคือวันที่ 27 28 และวันที่ 3 ที่ผ่านมา

#6 By Pongwut Rujirachakorn on 2011-04-04 22:55

เป็นความจริงที่น่าเศร้า Hot! Hot! Hot!

#5 By [ The White Demon ] on 2011-04-04 20:20

เห็นด้วยอย่างมาก การตลาดทำให้หนังสือแต่ละเล่ม แต่ละเรื่องขายดีมาก อยู่ที่ว่าสินค้าในมือสนพ.จะถูกโปรโมทแบบโหมกระหน่ำมากขนาดไหน คนเขียนก็เขียนโดยยึดตลาดเป็นหลัก ซึ่งนักเขียนหลายคนก็คงต้องเขียนงานไหลตามน้ำไปบ้าง ถ้าอยากขายได้ คนอ่านมองเปลือกนอกมากกว่าจะสนใจเนื่้อหาข้างใน

คำผิดเยอะมากในนิยายที่ตีพิมพ์ออกมาง่ายๆ ความละมุนละไมด้านพล็อต ด้านภาษาถูกมองข้าม

นักเขียนนิยายรักอย่างกะรัตก็ใช่ว่าจะมีทางออกมากนัก ใช่อยู่ว่านิยายรักยังขายได้ แต่เราที่ไม่เขียนเรท18++ มุมที่เรายืนอยู่ก็ชักแคบลงทุกวัน

บนยาวตามเคย

ไม่ได้ไปงานหนังสือค่ะ

#4 By กะรัต (180.180.42.217) on 2011-04-04 20:08

ชิ้นก็ได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือเหมือนกันค่ะ
แต่ปีนี้ไม่ค่อยจะได้เดินซักเท่าไรเพราะขาพลิก
(แต่ยังอุตส่าห์มีใจจะไป ฮ่าๆ)
เดินไปทางไหนก็เห็นคนเดินโปรโมทหนังสือเพียบเลยค่ะ
หนังสือบางเล่มชิ้นก็แปลกใจว่าทำไมถึงขายดีจัง
บางคนรอเก็บเงินทั้งปีเพื่อทุ่มให้งานหนังสือทั้งต้นปีและปลายปี
(ชิ้นก็เป็นหนึ่งในนั้น)sad smile
ตอนที่เห็นหนังสือแปลจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี
ชิ้นว่าที่นั่นดูผลักดัน ทำกันเป็นระบบนะคะ
อยากให้ไทยทำได้อย่างนั้นบ้างเหมือนกัน
พี่สป็อคไปเดินงานวันไหนเหรอคะ ?
ชิ้นยังไม่ได้ซื้อ ดิ อินไซเดอร์เลย
เงินหมดซะก่อน แฮะๆ แต่ก็จัดการสอยเนอร์วาน่ามาแล้ว
เล่มหนึ่งและสอง และกำลังมองหาชาโดว์ฯ เล่มสองอยู่
หนังสือที่ขายในงานสภาพมันไม่คุ้มราคา ชิ้นเลยต้องอดใจรอไปก่อน
หลังจบงานนี้คงหมดเงินไปอีกยาว
ขอโทษที่คอมเม้นท์ราวกับจะบ่นนะคะ sad smile
รออ่านงานพี่อยู่ค่ะ surprised smile

#3 By ลูกชิ้น on 2011-04-04 17:42



นั้นซินะ big smile Hot!

#2 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-04-04 17:05

อ่านแล้วเจ็บปวดจัง

#1 By GomM+GaMM on 2011-04-04 14:06