Sealed  ไม่ได้เขียน Blog นานเหมือนกันด้วยภารกิจต้องปิดต้นฉบับให้หลายสำนักพิมพ์ตามสัญญา กว่าจะเสร็จสิ้นก็เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่เอง แล้วก็เ้ข้าช่วงวันหยุด 3 วันจึงไปเกาะช้าง(เกาะจริงๆ ไม่ใช่เกาะก้นช้างที่เป็นเพื่อนหลินปิงนะจ๊ะ)
 
       โผล่มาอีกครั้งวันใหม่วันจันทร์วันทำงานอีกแล้ว วันเสาร์นี้จะไปอบรมงานเพาะพันธ์นักเขียนหน้าใหม่ที่สมัครเอาไว้ คนจัดส่งเมล์มาบอกว่ามีการบ้านให้ทำตามประสานักเรียนด้วย โดยให้เลือกหนังสือมาเล่มหนึ่งตามหมวดที่สมัครอบรมเอาไว้แล้วเขียนบอกเล่าเหตุผลมาด้วยว่าชอบเพราะอะไร ผมอยู่ในหมวดเรื่องสั้น ในที่สุดตัดสินใจเลือกเรื่องมีดประจำตัวของน้า ชาติ กอบจิตติ แล้วกันเพราะเป็นเรื่่องสั้นที่อ่านตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วก็ชอบ พอหยิบไปลองอ่านอีกหนที่เกาะก็รู้สึกว่ายังแจ่มอยู่ ดังนั้นเลยเอาอันนี้แหละ
 
      ด้านล่างนี้เป็นเหตุผลที่เขียนบอกเขาไปว่าทำไมถึงชอบ เอามาลงที่นี่ด้วยแล้วกันจะได้ถือเป็นการอัพบล็อกด้วย Cool
 
      หนังสือรวมเรื่องสั้นชุดมีดประจำตัว เป็นรวมเรื่องสั้นที่คุณชาติ กอบจิตติเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2522-2527 โดยเรื่องสั้นจำนวน 12 เรื่องนั้นแม้จะมีรายละเอียดหยิบย่อยที่แตกต่างกันออกไป แต่พออ่านจนหมดแล้วก็พบว่ามีจุดร่วมเดียวกันนั่นคือล้วนมีเนื้อหาที่สะท้อนถึงสังคมไทยในช่วงเวลานั้น ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ตอนนั้นยังเป็นเพียงแค่นักอ่านไม่เคยเขียนอะไรด้วยตัวเองเป็นชิ้นเป็นอัน รวมทั้งประสบการณ์เกี่ยวกับหนังสือประเภทนี้ก็ไม่มากนัก ส่วนใหญ่อ่านมาแต่วรรณกรรมเยาวชนหรือไม่ก็การ์ตูน แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็รู้สึกประทับใจ รวมทั้งรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างตกค้างอยู่ในหัวหลังอ่านจบ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นก็คงเพราะนี่เป็นหนังสือที่ดีนั่นเอง กระตุ้นต่อมความคิดและอารมณ์คนอ่าน ไม่เหมือนงานหลายเล่มที่อ่านผ่านจบแล้วก็จบกันโดยไม่มีอะไรเพิ่มเติมให้ชีวิต

        ก่อนจะเขียนบทความชิ้นนี้ ผมหยิบรวมเรื่องสั้นมีดประจำตัวมาอ่านอีกครั้ง หลังมีประสบการณ์ในฐานะนักอ่านเพิ่มขึ้น ผ่านตาเรื่องสั้นของนักเขียนหลากหลายท่าน แล้วก็พบว่ายังคงประทับใจและชื่นชอบในหนังสือเล่มนี้ไม่ต่างจากตอนเป็นเด็ก อย่างแรกที่น่าทึ่งคือจากเวลาที่เรื่องสั้นแต่ละชิ้นถูกเขียนขึ้นนับถึงวันนี้จะผ่านมาร่วม 30 ปีแล้ว แต่ปรากฏว่าหลากหลายประเด็นที่ถูกถ่ายทอดในชิ้นงานเหล่านั้นยังคงเข้าสมัยและสะท้อนถึงสังคมไทยได้ดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะปัญหาหลายสิ่งหลายอย่างยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงไป แต่ส่วนหนึ่งต้องยอมรับในความสามารถของคุณชาติที่เป็นผู้เขียน ผู้สามารถกะเทาะแก่นปัญหาสำคัญที่คงอยู่นาน ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นในระยะสั้นมาได้

          อีกจุดที่ชอบคือเรื่องสั้นทั้งหมดอ่านแล้วรู้สึกได้เนื้อได้หนังอยู่ตลอดเวลา แต่ละบรรทัดไม่ใช้ถ้อยคำบรรยายฟุ่มเฟือย เนื้อเรื่องเดินหน้ามีอะไรให้คิดอยู่ตลอด ผมเคยอ่านเรื่องสั้นของนักเขียนบางคนรู้สึกว่าใช้ภาษายืดเยื้อ เล่นบรรยายฟุ่มเฟือยเกินไป แต่พออ่านจนจบจริงๆ กลับพบว่าไม่มีแก่นเรื่องหรือประเด็นที่ต้องการสื่ออย่างชัดเจน แต่งานของคุณชาติไม่เคยมีปัญหาแบบนั้น ดูเหมือนคนเขียนเน้นการเขียนเรื่องให้อ่านแล้วสนุก น่าติดตามเป็นสำคัญ เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยทำหน้าที่หลักอย่างแรกที่คนอ่านทุกคนต้องการ นั่นคืออ่านแล้วรู้สึกสนุกน่าสนใจก่อนจะสอดแทรกสาระอื่นๆ เข้าไปด้วยตามรายทาง  ต่อไปขอหยิบยกเรื่องสั้นที่ชอบเป็นพิเศษในเล่มนี้มาพูดถึง

      คนไร้ค่า เป็นเรื่องสั้นที่จัดว่าค่อนข้างยาวเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ ในเล่ม เล่าเรื่องของตัวเอกชื่อแบน ที่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนฉลาดอัจฉริยะและจะกลายเป็นคนมีความสำคัญในอนาคต เมื่อข้องเกี่ยวกับงานในแวดวงศิลปะ ศิลปิน โดยเชื่อคำทำนายของพระที่ได้ดูเส้นลายมือของตนเอง ตลอดทั้งเรื่องแสดงให้เห็นว่าแบนพยายามเกาะเกี่ยวกับคนทำงานศิลปะคนอื่นๆ แม้ว่าตัวเองจะไม่มีความรู้หรือไม่มีโอกาสได้ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยก็ตาม เช่นการไปยืนวิจารณ์รูปภาพตามงานต่างๆ แล้วตั้งท่าแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำยากๆ ทั้งผสมไทยและภาษาอังกฤษเพื่อให้บางคนคิดว่าเขาฉลาดลึกล้ำหรือเป็นคนมีของ

       ผมชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษในแง่มันเป็นเรื่องสั้นที่ตลกและเสียดสีดี โดยเฉพาะในแง่มุมของคนทำงานศิลป์ไม่ว่าจะเป็นสาขาไหนก็ตาม เรามักจะได้เห็นคนอย่างแบนอยู่เสมอ นั่นคือคนที่ไม่มีความรู้หรือผลงานอะไรจริงๆ แต่สร้างเปลือกนอกให้ตัวเองดูมีอะไร ซึ่งมองในมุมหนึ่งแล้วก็ชวนให้รู้สึกตลกปนสมเพชเพราะเป็นได้แค่เพียงตัวปลอมเท่านั้น  พอคิดถึงยุคปัจจุบันก็ยังมีแบบนี้อยู่เยอะทีเดียว

      ในช่วงท้ายของเรื่องเมื่อแบนต้องไปทำงานใช้แรงงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง รวมถึงอยู่ดีๆ ก็ต้องรับหญิงสาวคนหนึ่งเป็นเมียโดยไม่ตั้งใจ แถมอีกฝ่ายก็ตั้งท้องจนมีลูกมาให้เขาเลี้ยงอีกคน แบนก็ยิ่งลำบากจนไม่มีโอกาสได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการศิลปะอย่างเดิม มาถึงตรงนี้บทสนทนาระหว่างแบนกับเมียนั้นทั้งตลก รวมทั้งให้ความรู้สึกเสียดสีดีเยี่ยม เพราะเมียของเขาก็เป็นแค่เพียงคนธรรมดาที่ไม่สนใจงานศิลปะแต่อยากใช้เงินและเวลาว่างไปกับการดูหนัง ฟังเพลงเพื่อความบันเทิงอย่างคนทั่วไป ส่วนแบนกลับดึงเธอให้มาชมภาพวาดงานศิลปะเหมือนกับเขา ผลคือเขาต้องหงุดหงิดที่เธอเอาแต่หัวเราะงานศิลปะหลายชิ้นที่เขามองว่าลึกล้ำ และมองว่าเมียตัวเองเป็นแค่คนโง่ที่ไม่เห็นค่าของสิ่งเหล่านี้ เรื่องนี้ปิดท้ายด้วยตัวเมียพบว่างานศิลปะที่เธอมองเป็นหินประหลาดๆ กลับขายได้ตั้งสามหมื่นมากกว่าที่เธอเอาลูกตัวเองไปขายตั้งสิบเท่า เลยอยากให้แบนมาตั้งใจทำงานศิลป์บ้างเพราะไม่คิดว่ามันจะได้เงินเยอะขนาดนี้ดีกว่าการทำลูกขายเสียอีก เป็นการสะท้อนว่าค่าของมนุษย์หลายคนต่ำต้อยกว่างานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นมา

      อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือมีดประจำตัว ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในเรื่องสั้นคลาสสิกที่นักอ่านนักเขียนหลายคนก็น่าจะชอบ เพราะผมได้ยินคำยกย่องพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ  เป็นเรื่องของกลุ่มคนรวย ชนชั้นสูงหรืออภิสิทธิ์ชนทั้งหลายในไทยหรือในโลกนี้ที่ครอบครองความสุข เงินทอง รวมไปถึงโอกาสมาจากการเบียดเบียนมนุษย์คนอื่น

        เรื่องนี้เล่าในเชิงเหนือจริง(แต่ก็อาจจะเป็นความจริงก็ได้ในอนาคต ใครจะไปแน่ใจได้) นั่นคือเป็นฉากงานเลี้ยงของกลุ่มคนรวยที่แต่ละคนจะมีสิ่งที่เรียกว่ามีดประจำตัว เป็นสมบัติเฉพาะตัวที่มีแค่พวกเขาเท่านั้น เอาไว้เฉือนอาหารที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในโลก นั่นคือเนื้อของมนุษย์ด้วยกัน ผมอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เขียนออกมาแล้วควรค่ากับคะแนนระดับสิบเต็มสิบ คือทำหน้าที่ของมันในฐานะเรื่องสั้นได้อย่างครบถ้วน มีทั้งสาระ น่าติดตาม ดึงคนอ่านดิ่งเข้าไปในเรื่องได้ดี

        อ่านเรื่องนี้แล้วได้รสชาติหลากหลาย ฉากงานเลี้ยงคนกินคนด้วยกัน คิดภาพตามถ้อยคำบรรยายตอนที่คนแห่กันไปเฉือนเนื้อมนุษย์สดๆ ที่ยังมีชีวิตอย่างหิวกระหายแล้วขนลุก รู้สึกว่าคนเขียนสื่อได้ดีมาก น่ากลัว สยอง ชวนให้สะอิดสะเอียน อ่านแล้วรู้สึกเสียวเนื้อตัวขึ้นมาเลย ปั่นป่วนในท้อง อารมณ์คล้ายกับตอนที่ต้องปิดตาเวลาเห็นฉากสยองขวัญในหนัง แต่นี่เป็นภาพที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของตัวเอง ในขณะเดียวกันพอมองลึกๆ ถึงสาระที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องคนรวยที่เอาเปรียบมนุษย์คนอื่น และก็มีความสุขน่าชื่นตาบาน อย่างที่ตัวละครพ่อในเรื่องเป็นผู้บรรยายปิดท้ายหลังสอนลูกตัวเองให้กินคนครั้งแรก เหมือนกับว่านี่เป็นแค่วันธรรมดาของครอบครัวที่แสนสุข อบอุ่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขแล้วยิ่งรู้สึกสยองขนลุก แต่มันก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในโลกจริงๆ

          นอกเหนือจากสองเรื่องที่กล่าวมา อีกสิบเรื่องที่เหลืออยู่ในเล่มผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องสั้นที่ดีหมด อาจจะมีบางส่วนที่ธรรมดาบ้างแต่ทุกเรื่องก็มีประเด็นที่ต้องการสื่อชัดเจน ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเขียนงานสักชิ้น นั่นคือทำให้งานชิ้นนั้นมีแก่นหลักให้ยึด ถ้อยคำตัวอักษรที่ผสมกันพุ่งตรงไปยังจุดหมายเดียว แนวเดียวว่ากำลังพูดถึงเรื่องใดเพื่อให้มันทรงพลัง

          ความหลากหลายในเล่มนี้จัดว่าสูง มีทั้งเรื่องที่พูดเรื่องความงมงาย ความเปลี่ยนเปลี่ยน การเติบโต ปัญหาเรื่องเงินทอง ศาสนา ความคิดของเด็กและเยาวชน สรุปว่าแม้รวมเรื่องสั้นมีดประจำตัวอาจจะไม่ใช่หนังสือที่มีรางวัลอย่างซีไรต์มาการันตี เล่มก็ค่อนข้างบาง แต่ผมคิดว่ามันเป็นหนังสือที่ดี อ่านแล้วได้อะไรหลายอย่าง ซื้อมาก็คุ้มค่าเงินมากครับ และจัดเป็นงานที่อ่านสนุกสำหรับคนทั่วไปด้วย แถมยังสามารถผ่านห้วงเวลานานหลายปีมาได้โดยไม่รู้สึกว่าเก่าอีกด้วย

Comment

Comment:

Tweet

ผมอ่านแล้วก็ชอบเรื่อง คนไร้ค่าพอๆกับมีดประจำตัว
พอเอามาอ่านอีกตอนโตก็เห็นว่าเรื่องบางเรื่องมีมนต์ไม่เสื่อมคลาย ชอบครับ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By ฮางมะ on 2013-08-16 10:55

ยังไม่เคยอ่านเลยนะ

แต่หมายตาจดชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นไว้หลายเล่มอยู่เหมือนกัน จดไว้แต่ก็ยังไม่ได้เดินออกจากกรอบนิยายแนวเดิมๆ ของตัวเองสักที

ขยันจังค่ะ ใฝ่หาสิ่งดีๆ ให้งานของตัวเอง

กะรัตนี่ถ้ายังไม่ออกจากกรอบเดิมๆ ก็คงจะไม่ต่างจากตัวเอกที่ชื่อแบน

#2 By กะรัต (125.26.214.139) on 2011-02-22 16:08

อ่านตั้งแต่เด็ก

ชอบเล่มนี้ของคุณชาติมาก ๆ

และชอบเรื่องมีดประจำตัวมากเลยทีเดียว

ตอนนั้นยังเด็กมาก อ่านแล้วตะลึงสุด ๆ
แต่ก็ยอมรับเลยว่า ยอดเยี่ยมจัง คน ๆ นี้ (ชาติ กอบจิตติ)

Hot! big smile

#1 By Mrs. Holmes on 2011-02-21 15:49