Cool  กลับมาพบกันอีกครั้งกับการวิเคราะ วิจารณ์ สรุปผลตลาดหนังสือไทยของปี 2010 ในสายตาผม ไม่ได้เขียนมาร่วมหนึ่งอาทิตย์เพราะเดือนธันวาอย่างนี้ติดเที่ยวและปาร์ตี้เยอะกว่าปกติ แต่ยังไงด้วยสปิริตแล้วพยายามจะเขียนให้ได้ครบ 5 ตอนก่อนเที่ยงคืนวันที่สามสิบเอ็ดให้ได้ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องกันเลยกับตอนที่สี่
       หลังจากเราพูดถึงนิยายหวานแหวว นิยายรัก นิยายแฟนตาซีไทยกันไปแล้ว วันนี้ขอพูดถึงหนังสืออีกหนึ่งหมวด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมวดใหญ่ซึ่งถ้าใช้ภาษาอังกฤษคงเรียกว่า Non-fiction นั่นเอง ผมคิดว่าหนังสือบทความนั้นเป็นงานอีกประเภทที่ขายดีมากในประเทศไทย เรียกได้ว่าในยุคนี้นอกจากงานประเภทนิยายรักหวานแหววจากสำนักพิมพ์แจ่มใสแล้ว ก็คงมีแต่หนังสือบทความนี่แหละที่ช่วงชิงอันดับขายดีต้นๆ ของร้านหนังสืออยู่ตลอดเวลา
       สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังสือบทความขายดี คือคุณลักษณะของมันที่แต่ละเล่มนั้น เล่าเรื่องเฉพาะทางอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่จบลงในหนึ่งเล่ม ดังนั้นมันจึงรองรับความต้องการของนักอ่านขาจรได้ดี นักอ่านขาจรที่ผมพูดถึงนี้คือคนส่วนใหญ่ที่โดยปกติอาจจะไม่อ่านหนังสือกันอยู่แล้ว แม้กระทั่งนิยายย่อยง่ายแค่ไหนก็ไม่แตะ(เช่นนิยายรักก็ดูตอนมันเป็นละครเอาแต่ให้อ่านตัวนิยายเองก็ไม่เอา)  แต่คนกลุ่มนี้อาจจะซื้อหนังสือแนวบทความที่มีเรื่องตรงกับความสนใจในตอนนั้นของตัวเอง เช่นคู่มือโปรแกรมต่างๆ คู่มือการใช้ไอแพด ไอโฟน4  หนังสือรวมที่กินที่เที่ยวในกรุงเทพ หนังสือรวมพระดังที่ควรไปสักการะ อะไรทำนองนี้เป็นต้น 
        นอกจากนี้หนังสือแนวบทความเป็นหมวดที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคเชิงการตลาดมากที่สุด ว่าจะทำให้หนังสือขายดีหรือไม่ อย่างการเลือกตั้งชื่อเรื่อง หรือเลือกคำมาพาดหัวให้ตรงใจดึงดูดคนในเวลารวดเร็ว เพราะสำหรับหนังสือแนวนี้โดยส่วนมากแล้วชื่อคนเขียนไม่ค่อยสำคัญเท่านิยาย บางครั้งเขียนกันเป็นทีมหรือมีหลายคนเขียนก็ได้ คนดูที่เรื่องมากกว่าและถ้ายิ่งราคาถูกประเภท 99 หรือ 149 ก็จะยิ่งดึงดูดให้กลุ่มนักอ่านขาจรจ่ายเงินซื้อง่าาย
        จากการสังเกตมาตลอดหนึ่งปี พบว่าหนังสือบทความประเภทที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ พอจะแบ่งเป็นหมวดใหญ่ได้สักสิบหมวดดังนี้
1. หนังสือรวมคำสอนธรรมะแบบอ่านง่าย อันนี้คงไม่ต้องอธิบายมากเห็นกันทั่วไป ยุคนี้มีพระดังๆหลายรูปมาเขียนหนังสือ เอาหลักธรรมมาเขียนแบบบทความสั้นๆ อ่านง่าย เข้ากับชีวิตคนทั่วไป ขายดิบขายดีกันไป บางคนบอกว่าเพราะคนยุคนี้ขาดที่่พึ่งทางใจและรู้สึกไม่มั่นคงเลยหันไปพึ่งศาสนามากขึ้น
2. หนังสือเกี่ยวกับกรรม ไสยศาสตร์ หมอดู สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องบรรยายอะไรอีกไหมเอ่ยหมวดนี้ ค่อนข้างคาบเกี่ยวจากข้อแรกมามาก เป็นหนังสือที่โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าปัญญาอ่อนที่สุด หลายเล่มคนเขียนก็โม้ความสามารถพลังศํกดิ์สิทธิ์ของตัวเองยังกับการ์ตูน (การ์ตูนห่วยๆไร้ความสร้างสรรค์อีกต่างหาก) แต่เขียนมากี่เล่มก็ยังขายได้ อาจจะมีไทยประเทศเดียวก็ได้ที่หนังสือแบบนี้ฮิตที่สุดและถูกหล่อเลี้ยงไว้โดยประโยคคลาสสิกว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เฮ้อ...
3. เกี่ยวกับเทคนิคทำเงิน ฮาวทูรวยเร็ว สมัยนี้ที่ขายดีที่สุดดูเหมือนจะเป็นพวกหนังสือแนะนำการเล่นหุ้น ส่วนที่รองๆลงมาก็คืออย่างพวกวิธีการทำธุรกิจส่วนตัวและพวกซีเคร็ตพลังดึงดูดความรวยทั้งหลายที่แผ่วลงไปจากเมื่อสองสามปีก่อน
4. เกี่ยวกับการท่องเที่ยว อันนี้ก็พวกหนังสือรวมที่เที่ยวทั่วไทย หนังสือรวมร้านอาหารอร่อย หน้าหนาวแล้วไปไหนกันดี แนวไกด์บุคส์ที่เที่ยวที่กินนั่นแหละ
5. แนวอ่านแล้วเกิดความรู้สึกดี ก็พวกหนังสือแนวให้กำลังใจ อันนี้เป็นแนวคลาสสิกที่อยู่มานาน ตั้งแต่ก่อนยุคหนังสือธรรมะจะฮิตเยอะๆ ซะอีก เขียนโดยคนทั่วไป ส่วนใหญ่เนื้อหาก็มักจะเกี่ยวข้องกับการปลุกปลอบให้เกิดกำลังใจพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิต หรือแนะนำเรื่องความรัก
6. แนวพัฒนาสมองเช่น วิธีการฝึกสมองฉลาดในเวลาอันสั้น เช่นหนังสือทั้งหลายของหนูดี วนิสา เรซ หรือหนังสือติวเก่งภาษาอังกฤษในเวลารวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่พาดหัวพาดชื่อไว้มีจุดขายว่าอ่านแล้วคุณจะฉลาดเร็วหรืออ่านแค่นี้เดี๋ยวก็ฉลาดแล้ว แต่เอาเข้าจริงซื้อไปแล้วทำได้หรือเปล่านั่นอีกเรื่อง
7. แนวคู่มือการใช้งานสิ่งต่างๆ อันนี้จะผันแปรไปตามของฮิตๆ ในยุคนั้น เช่นปัจจุบันก็จะเป็น ไอโฟน ไอแพด กล้อง DSLR หนังสือสำหรับเตรียมพร้อมแอดมิดชั่น
8.แนวคนดังแนะชีวิต เช่นหนังสือของคุณตัน (อดีตโออิชิ)
9.แนวเอาคนดังหรือตัวละครดังมาพ่วงๆ กับหลักการอะไรสักอย่าง เช่นหักเหลี่ยมไอสไตน์ และ พระพุทธเจ้าสองคนนี้เป็นเหมือนตัวละครยอดนิยมที่คุณลองไปสังเกตร้านหนังสือสิ จะเห็นว่าถูกนำมาเขียนถึงเยอะมาก ไม่รู้ทำไมประเทศเราชอบไอสไตน์กันมากนักแต่กลับไม่เห็นมีใครสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ ที่ตามมาหลังจากนั้นคือ โนบิตะ โดราเอม่อน และหมีพูล ซึ่งเป็นตัวละครจากการ์ตูนยอดนิยม
10.แนวเทคนิคดูแลสุขภาพและการกิน พวกสวยด้วยกล้วย มะรุมฆ่ามะเร็ง รวมท่าโยคะสุขภาพดี
        ผมคิดว่าหนังสือแนว non-fiction นี่สะท้อนภาพของคนในสังคมนั้นๆ ได้ดีพอดูนะว่ามีลักษณะอย่างไร เพราะมันบ่งบอกถึงความสนใจได้อย่างชัดเจน ถ้ามองโดยรวมทั้งหมดจากรูปแบบหนังสือฮิตก็พอจะแปลความได้ว่าคนไทยสนใจในเรื่อง "ธรรมะที่เข้าใจง่ายมาใช้นำทางให้กำลังใจในชีวิตปกติได้ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพลังเหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ไม่ได้(อย่างการเชื่อว่าตัดกรรม ลงทุนทำบุญวันนี้หวังผลชาติหน้า) ชอบเรื่องเงินทอง ต้องการวิธีรวยเร็ว รวยง่าย อยากฉลาดเร็ว และชอบซื้อของแนวเทคโนโลยีและใช้เวลาว่างไปกับการกินและเที่ยว"
        นอกจากนั้นโดยลักษณะของหนังสือแนวบทความสมัยนี้ ที่มักบางแถมแต่ละหน้ายังมีตัวหนังสือนิดเดียวเพราะทางสำนักพิมพ์มักเลือกตัวหนังสือตัวโตมากๆ จัดหน้าก็โล่งเหมือนกลัวคนอ่านจะไม่สบายตา ก็พอจะตีความเพิ่งเติมได้ว่า คนไทยไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆหรือเจาะลึกละเอียดเข้มข้นนัก แต่อยากอ่านอะไรที่สั้น น้อยและหวังว่าด้วยปริมาณเท่านั้นตัวเองจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีได้เลย (เช่นฉลาดได้ใน 30 นาทีตามที่หัวหนังสือโปรยไว้) แต่ก็คงไม่แปลกมั้งตามหน้าเว็บบอร์ดสมัยนี้เรายังเห็นคนมากมายอ่านแค่หัวกระทู้แล้วก็ตอบ เพราะขี้เกียจอ่านเนื้อเลยไม่ใช่เหรอ
   Cool เอาเป็นว่าขอจบตอนที่ 4 ไว้เพียงเท่านี้แล้วกัน แล้วคุณคิดเห็นอย่างไรกับหนังสือแนวบทความของไทย ลองออกความคิดเห็นกันได้เช่นเดิม แล้วพบกันอีกครั้งกับ This year in review 2010 ตอนที่ 5 ซึ่งคงจะเป็นตอนสุดท้ายแล้ว

Comment

Comment:

Tweet

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2016246

#2 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-12-29 11:25

big smile แปะไว้อีกหนึ่งที่ ออกความเห็นกันได้

#1 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-12-29 11:24