Money mouth  มาถึงตอนที่ 3 สำหรับการมองตลาดหนังสือไทย 2010 ผ่านสายตาและความคิดของผม เขียนไปก็ลุ้นเองหวังว่าจะสามารถจะปั่นออกมาได้ครบสักห้าตอนอย่างที่วางแผนเอาไว้ ด้วยกลัวว่าจะไม่มีเวลาหรือติดธุระอื่นจนต้องตัดตอนไปซะก่อน สำหรับตอนที่สามนี้ขอพูดเรื่องหมวดแฟนตาซีไทยแล้วกัน
 
     ด้วยเพราะหนังสือที่ผมเขียนและออกมาวางขายในระยะหลังส่วนมากอยู่ในหมวดนี้ ทำให้โดยส่วนตัวแล้วสังเกตและวิเคราะห์ตลาดแนวนี้มากอยู่ แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัดเอาเป็นว่าขอคัดมาเฉพาะเนื้อๆ มาเขียนถึงก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นคงยาวสักสิบหน้า และจะพยายามไม่เอ่ยถึงสำนักพิมพ์ไหนหรือนิยายเรื่องใดโดยเฉพาะเพื่อตัดปัญหาเรื่องที่ตัวเองมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือมีผลประโยชน์กับสำนักพิมพ์นั้นๆ
 
    อย่างที่คนส่วนใหญ่ก็คงรู้กัน แนวแฟนตาซีเริ่มยุคเฟื่องฟูเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนมี harry potter และกองทัพหนังสือแปลบุกไทยตอนปี 2000 จากนั้นก็ตามมาด้วยงานที่เขียนโดยคนไทยที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางแนวโรงเรียนเวทมนตร์ ที่เฟื่องจนกระทั่งถึงสักปี 2006 แล้วก็เริ่มเข้าช่วงขาลง
 
     ในยุครุ่งเรืองนั้นส่วนผสมคือเมื่อมีนักเขียนมากมายที่ผุดขึ้นมาอย่างง่ายๆ เพียงแค่เขียนนิยายลงเน็ตสักภาคหนึ่ง พร้อมกับวาดฝันไปว่าตัวเองจะโด่งดัง ผสานเข้ากับสำนักพิมพ์หน้าใหม่หลายแห่งที่เข้ามาในตลาดและจัดพิมพ์เรื่องเหล่านี้ด้วยหวังเจอแจ๊คพ๊อต ซึ่งสุดท้ายความเฟื่องของตลาดก็กลายเป็นแค่ภาพลวงตา ผันเป็นกรรมมาไล่งับทั้งนักเขียนและสำนักพิมพ์เอง
 
 
    เราจะเห็นได้จากมีหนังสือแฟนตาซีมากมายที่ถูกทิ้งค้างให้มีแค่เล่มหรือสองเล่ม โดยไม่มีวันจบบริบูรณ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากทั้งนักเขียนที่ไม่มีความรับผิดชอบทำนองว่า มีแรงเขียน แรงทำแค่เล่มแรก พอเล่มหลังๆก็ปล่อยทิ้ง รวมทั้งสำนักพิมพ์ที่พบว่าหนังสือไม่ประสบความสำเร็จหรือขาดตอนนานเกินไปก็เลยตัดสินใจไม่จัดพิมพ์แฟนตาซีซีรีส์นั้นอีก แย่กว่านั้นก็มีเมื่อบางสำนักพิมพ์สายป่านทุนไม่ยาวพอ และเมื่อแฟนตาซีหลายเรื่องที่ออกมาไม่ประสบความสำเร็จทางการค้า ก็ถึงกับยุบแผนกหนังสือแนวนี้ เปลี่ยนไปออกนิยายรักอย่างเดียว หรือกระทั่งเลิกทำสำนักพิมพ์ไปเลยก็เยอะ จากบทวิเคราะห์สองตอนก่อนหน้านี่้ ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ทุกคนได้รับรู้ตรงกัน คือปัจจุบันหลังนิยายแฟนตาซีเลิกฮิตไป หลายสำนักพิมพ์ก็หันไปออกนิยายรักกันแทน
 
 
    สำหรับปีนี้เทียบกับปีก่อนแล้วผมคิดว่าตลาดในหมวดแฟนตาซีเริ่มเข้าที่ขึ้น สำนักพิมพ์หลายแห่งที่ยังออกงานแนวนี้อยู่ เริ่มมองเห็นทิศทางชัดเจนว่าควรจะเดินต่อไปทางไหน หนึ่งคือนิยายที่ใช้กระแสความนิยมและสะสมจำนวนคนอ่านจากในเว็บไซต์ที่เปลี่ยนจากแนวโรงเรียนมาสู่แนวเกมออนไลน์แทน ซึ่งตอนนี้หลายที่ก็พยายามเลือกเรื่องที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ และพอจะหยิบมาทำเป็นหนังสือได้ อย่างไรก็ตามถ้าสังเกตดูก็จะเห็นว่าเมื่อเทียบกับสมัยยุคแนวโรงเรียนรุ่งๆแล้ว จำนวนเรื่องที่ถูกหยิบมาทำเป็นหนังสือถือว่าน้อยกว่ามาก คงเพราะด้วยรูปแบบของแนวออนไลน์นั้น มีความเหมาะสมน้อยกว่าในการหยิบมาทำเป็นเล่ม บางคนก็คิดว่าเหมาะกับการอ่านฟรีในเน็ตอย่างเดียว ไม่คิดจะซื้อตอนออกเป็นเล่มก็มี
 
    อีกแนวทางหนึ่งคือนิยายแฟนตาซีที่รับอิทธิพลมาจากทางประเทศเอเชียด้วยกันอย่างไต้หวันหรือญี่ปุ่น นั่นคือมีความคล้ายคลึงกับการ์ตูนมากกว่าเดิม เน้นคาแร๊คเตอร์เท่ๆ ตามแบบฉบับเอเชีย เรียกได้ว่าตอนนี้รูปแบบงานแฟนตาซีของไทยนั้นมุ่งไปคนละทิศกับงานจากตะวันตกอย่างแฮรรี่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นมากขึ้นทุกที
 
    เห็นได้จากแฟนตาซีหลายเล่มนั้น ปัจจุบันสิ่งสำคัญมากคือปกที่สวย ตัวละครที่เท่ดูดีแบบหนังสือการ์ตูน ดูเหมือนเจ้าความคิดเรื่องข้อดีของการอ่านหนังสือคือให้คนจินตนาการกันเองจะใช้ไม่ได้กับยุคนี้ซะแล้ว เพราะดูเหมือนนักอ่านรุ่นใหม่ มักจะชอบให้มีภาพตัวละครชัดเจนให้เห็นกันไปเลย ว่าพระเอกหล่อเท่อย่างไร ไม่จำเป็นต้องให้มาจินตนาการกันเอง ยกตัวอย่างเช่นสำนักพิมพ์อย่างพูนิก้าที่ปกสวย ตัวละครงาม ก็ดึงคนซื้อได้ โดยบางเรื่องนั้นมีคนเขียนหลายคนด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเรื่องใครเป็นคนเขียนหรือเนื้อเรื่องอย่างไรดูจะไม่สำคัญเท่าภาพปก
 
   สรุปคือแนวโน้มของแฟนตาซีไทยก็คงเป็นไปตามนี้ ออนไลน์กับงานที่คล้ายคลึงกับเกมและการ์ตูนแบบเอเชียมากขึ้น ที่สำคัญคือตอนนี้ผ่านยุคที่สำนักพิมพ์ทั้งหลายจะหยิบนักเขียนหน้าใหม่มาตีพิมพ์มั่วซั่วง่ายๆ แบบเดิมแล้ว แทบทุกที่มักต้องการคนเขียนมืออาชีพ เป็นมือเก่าที่มีผลงานมาบ้างแล้ว หนึ่งคือเป็นไปได้ว่ามีฐานแฟนสะสมมา  อีกอย่างคือเพื่อการันตีความสามารถว่าสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ เขียนแล้วจบไม่ปล่อยทิ้งค้าง หรือถ้าเป็นหน้าใหม่ก็ต้องมีพล๊อตเรื่องชัดเจน วางแผนเรื่องย่อบอกมาก่อนเลยว่ามีกี่ภาค หรือถ้าเขียนจบหมดทุกภาคแล้วส่งให้พร้อมตีพิมพ์เลยก็ดีมาก เรียกได้ว่านักเขียนคนไหน ที่มีพฤติกรรมเขียนไปดองไป เขียนจบภาคหนึ่งแล้ว พอถามถึงเล่มสองบอกไม่รู้ รอไปอีกสองสามปีนั้นมีสิทธิสูงที่คงได้แต่เขียนไว้อ่านเองตลอดไป เพราะสำนักพิมพ์ไม่มีนโยบายตีพิมพ์แค่เล่มเดียวแล้วเอามาค้างไว้ในตลาดอีกแล้ว
    เพราะต้องยอมรับว่าสถานะของหนังสือแฟนตาซีไทยนั้นไม่ได้เหมือนกับแฟนตาซีฝรั่งที่คนอ่านมีความสนใจต่อเนื่องหรือรอออกเป็นสองปีสามปีเล่มได้ แต่ออกจะคล้ายกับการ์ตูนญี่ปุ่นที่ควรออกอย่างต่ำปีละสองเล่มซะมากกว่า
   Cool  ขอจบแค่นี้ สำหรับตอนนี้อย่างที่บอกเป็นการสรุปแบบเนื้อๆ (ซึ่งแค่นี้ก็ยาวแล้ว) เอาเป็นว่าถ้าใครอ่านแล้ว เป็นนักเขียน นักอ่านแนวนี้ หรือให้ความสนใจกับแฟนตาซีไทย อยากออกความคิดเห็นในแง่มุมไหน เจาะจง เจาะลึกรายละเอียดใดก็เชิญได้ตามสบาย วิเคราะห์กันได้ทุกมุมครับ แล้วพบกันใหม่อีกครั้งกับ This year in review 2010 ตอนที่ 4
      
 
 

Comment

Comment:

Tweet

สำหรับผมยังคงชอบ แวแบบ ตะวันตกมากกว่า อย่างเฮอร์มิส อะไรแบบนี้
อ่านแบบเกมออนไลน์ แล้วคนไม่ได้เล่เกมจะปวดหัวมากๆ
อีกอย่าง  แนวการ์ตูนนั้น ก็อย่างที่คุณเขียนมาจริงๆครับว่าเน้นคาแรกเตอร์เท่ๆเพียงอย่าเดียว เลยไม่ชอบอ่าน
ขอสรุปแนวแฟนตาซีปีนี้บ้างสิครับ อยากรู้Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By ฮางมะ on 2013-07-15 07:12

ทัม

favourites

ทัมหั้ยภาพขึ้นยังงัยครับ

#4 By nine kanin on 2010-12-24 20:38

open-mounthed smile ออกความคิดเห็นได้อีกที่ ตรงนี้ครับ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2008897

#3 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-12-19 17:45

big smile ขอบคุณพี่มูนที่มาออกความคิดเห็นกัน ที่จริงแล้วที่ปัจจุบันเป็นแบบนี้ก็ต้องยอมรับหรือเปล่า เพราะว่านักอ่านก็เป็นคนเลือกเองว่าเขาชอบแบบนี้กัน

#2 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-12-19 17:44

แฟนตาซีไทยไปไม่ไกลเพราะคนไทยไม่นิยมสร้างจินตนาการด้วย คือชอบที่จะวาดฝันมากกว่าคิด ทั้งที่จริงแล้วแฟนตาซีอยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว แรกเริ่มจะออกมาในแนวไซไฟมากกว่าด้วยซ้ำ

อีกอย่างทีทำให้นิยายแฟนตาซีร่วงคือตัวนักเขียนเอง คิดจะเขียนอะไรก็ว่ากันไปไม่มีการสร้างเรื่องให้แน่น นึกว่าแฟนตาซีจะเขียนยังไงก็ได้ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น นิยายแต่ละเรื่องต้องมีเหตุผลรองรับอย่างเหมาะสมในตัวอขงมันเอง

พูดง่ายๆคือทำให้น่าเชื่อถือนั่นแหละ

แต่เดี๋ยวนี้นิยายแฟนตาซีไทยก็คือการ์ตุนญี่ปุ่นที่เขียนเป็นตัวอักษรไปแล้ว

#1 By moonyforever on 2010-12-19 15:50