Cool  บทบันทึกความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับตลาดหนังสือในปี 2010 ที่กำลังผ่านไปในมุมมองของผม พบกันอีกครั้งกับตอนที่ 2 หลังจากคราวก่อนพูดเกี่ยวกับนิยายรักประเภทหมวดหวานแหววที่มีกลุ่มนักอ่านสำคัญคือวัยรุ่นกันไปแล้ว วันนี้เรามาพูดถึงอีกหนึ่งหมวดซึ่งค่อนข้างจะคล้ายคลึงกัน คือนิยายรักสำหรับกลุ่มนักอ่านผู้ใหญ่ ผมไม่รู้่ว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี เอาเป็นว่าขอเรียกว่า "นิยายรัก" เฉยๆ ก็แล้วกัน งานหมวดนี้น่าจะเรียกได้ว่าอยู่กับนักอ่านไทยมานาน ยืนยง ยืนยาว  และค่อนข้างจะเป็นหมวดหนังสือที่มั่นคง คงตัวด้วย คืออยู่ในทุกยุคสมัย ไมมีการฟุบหรือเว้นช่วงหายไป 
      สิ่งเกื้อหนุนสำคัญที่ทำให้หนังสือหมวดนี้ได้รับความนิยมตลอดกาล คือการที่มันสามารถถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครได้นั่นเอง เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกันดีกับหนังสืออย่าง คู่กรรม น้ำใสใจจริง เวลาในขวดแก้ว รวมไปถึงเรื่องยุคใหม่ๆ อย่าง 365 วันแห่งรัก สี่หัวใจแห่งขุนเขา เป็นต้น อย่างที่ได้บอกไปในตอนก่อน ว่าถ้าหนังสือในหมวดใดสามารถถูกดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงอื่นๆ ที่เข้าถึงผู้คนส่วนใหญ่ได้มากกว่า รับง่ายกว่าเดิม ก็จะเป็นการเกื้อหนุนให้หนังสือในหมวดนั้นขายดีมากขึ้น ในกรณีต่างประเทศ ก็เช่นการ์ตูนหรือนิยายญี่ปุ่น ที่มักถูกดัดแปลงไปเป็นละครทีวีหรือหนังเช่นเดียวกัน หรือกระทั่งนิยายจีนที่ถูกดัดแปลงเป็นหนังกำลังภายในนั่นเอง การแปรไปสู่สื่อประเภทอื่นเป็นตัวช่วยค้ำจุนให้ตัวหนังสือต้นกำเนิดเรื่องราวเหล่านั้นมั่นคงขึ้น
     ปัจจุบันนิยายรักก็ไม่ต่างจากหนังสือหมวดอื่น นั่นคือมีปริมาณหนังสือใหม่วางตลาดเยอะขึ้น มีนักเขียนหน้าใหม่ผุดขึ้นมามากขึ้นเทียบกับสมัยก่อน หลายเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ก็ได้รับความนิยมจากอินเตอร์เน็ตมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจจากการไปจับตามองอันดับหนังสือขายดีดู จะพบว่านิยายของนักเขียนหน้าใหม่นั้นๆ มีงานหลายเรื่องมากที่เน้นหนักในเรื่องเซ็กซ์ มีฉากหวาบหวิว ล่อแหลม ตบจูบรุนแรงมากกว่าเดิม
    ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ออกจะดูน่าตลกเหมือนเรื่องเสียดสีอยู่ไม่น้อย ตรงที่ว่าในเว็บบอร์ดเกี่ยวกับการเขียนการอ่านทั้งหลาย เวลาให้ออกความเห็นเกี่ยวกับนิยายที่มีฉากติดเรททั้งหลาย ก็มักจะได้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน คือประนามว่างานลักษณะนี้ไม่มีคุณภาพหรือไม่น่าสนับสนุนบ้าง แต่ปรากฏว่าในตลาดนิยายจริงๆ เรากลับพบว่า นิยายที่มีฉากพวกนี้ขายดีมากกว่านิยายสะอาดสะอ้านทั้งหลาย ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าที่ออกความเห็นในบอร์ดสาธาณะทั้งหลายนั้นสร้างภาพกัน 555 หรือว่าเป็นแค่คนส่วนน้อยกันแน่ แต่สำหรับนักอ่านและผู้บริโภคที่แท้จริงได้ตัดสินมาแล้วเหมือนกับเสียงของคนไทยทั้งประเทศว่า ตูชอบ ตูจะอ่าน ว่างั้นเถอะ...
    ถ้าคุณไปเปิดเว็บไซต์ที่มีบอกอันดับนิยายขายดีอย่าง se-ed หรือว่ามองตามชั้นวางด้านหน้าๆ ส่วนขายดีหรือตั้งใจขายของร้านหนังสือ ก็จะพบกับหนังสือที่มีชื่อทำนองว่า บำเรอรักซาตาน  บ่วงรักชีคสวาท  ทาสรักซาตาน จำเลยสวาทมาเฟีย  หรือชื่ออะไรทำนองนี้เต็มไปหมด เหมือนกับว่าถ้าคุณเขียนนิยายขึ้นมาสักเล่มแล้วตั้งใจโดยใช้ชุดคำทำนองนี้  สวาท-มาเฟีย-ทะเลทราย-จำเลย-ทาสรัก-ซาตาน -บำเรอ-บ่วง ลองสลับกันไปมา คุณก็อาจจะได้ชื่อนิยายที่เหมาะสมกับการดึงดูดนักอ่านให้ควักเงินซื้อได้ ยิ่งถ้าบวกกับคำโปรยหรือเรื่องย่อที่ล่อแหลมอีกสักหน่อยก็จะยิ่งช่วยมากขึ้น เช่นคำโปรยของนิยายเล่มหนึ่งที่ผมเจอมาเขียนเอาไว้ว่า "สาวสวยอย่างเธอต้องตกเป็นเพียงของเล่นของสุลต่านอย่างเขา"
    มองย่อยลงไปอีก ผมพบว่าในนิยายกลุ่มนี้ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทะเลทราย มาเฟีย และ ซาตาน ดูจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ เท่าที่สังเกตคนอ่านไทยนั้นถ้าชอบงานรูปแบบไหนแล้ว มักจะยึดติดกับงานแบบนั้นไปตลอด ต่อให้มองในอีกมุมหนึ่งคือดูซ้ำซากแต่ตาม โดยส่วนตัวสิ่งหนึ่งที่ผมว่าแปลกคือไม่รู้ทำไมนักอ่านไทยถึงได้ชอบแนวทะเลทรายกันนัก ซึ่งแม้จะเป็นประเทศจำลองเป็นส่วนมากแต่โดยลักษณะพื้นที่ หรือตัวละครในเรื่องก็น่าจะหมายถึงกลุ่มแขกหรือประเทศแทบตะวันออกกลางกันมั้ง ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เห็นจะเป็นประเทศยอดนิยมหรือใครชอบไปเที่ยวกันด้วยซ้ำ
   อย่างไรก็ตามจากหลายย่อหน้าข้างต้นก็จะเป็นกรณีสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ที่ชื่อนักเขียนไม่ค่อยติดตลาด ไม่มีชื่อเสียงให้คนจดจำนัก ว่างานประเภทล่อแหลมดูเหมือนจะขายดีกว่างานใสๆ สะอาด ซึ่งเป็นความจริงอันน่าเศร้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วแต่มุมมองคน แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่าหนังสือขายดีในประเทศไหนก็สะท้อนถึงนิสัยและรสนิยมของคนในประเทศนั้นนั่นแหละ
   ท่ามกลางตลาดหนังสือที่มีมีนักเขียนรุ่นใหม่ผุดขึ้นมาเต็มจนแทบมองไม่เห็นว่าใครโดดเด่น ก็อาจจะมีบางคนเหมือนกันที่สามารถสร้างชื่อขึ้นมาได้ (วัดจากคนที่เพิ่งมีหนังสือขายในช่วง 5-10 ปีหลังนี้) เช่นกลุ่มนักเขียนนิยายสี่หัวใจแห่งขุนเขาอะไรทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งสำหรับนักเขียนที่มีชื่อติดและน่าจะเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นนักเขียนใหม่ที่ทดแทนคนเก่าๆ รุ่น ทมยันตี หรือกิ่งฉัตร ในอนาคต ซึ่งสำหรับคนมีชื่อกลุ่มนี้อาจจะไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องติดเรทหรือมีฉากล่อแหลมมากก็น่าจะขายได้ แต่โดยรสนิยมส่วนตัวเขาอาจจะชอบเขียนกันหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้แล้วแต่คน แต่สรุปคือท่ามกลางบ่อน้ำนักเขียนหน้าใหม่มากมาย ก็ยังพอจะมีคนที่สร้างชื่อโดดเด่นกันได้ โดยตัวช่วยสำคัญนั้นก็อย่างที่บอกไป คือการที่นิยายถูกเลือกแปรไปเป็นละคร ก็จะทำให้ชื่อติดหูทั้งนักอ่านและคนทั่วไปได้
   พอมองมาทางกลุ่มนักเขียนรุ่นเก่า อาจจะดูเหมือนเงียบๆ โดนบดบังด้วยกลุ่มนักเขียนนิยายรุ่นใหม่จำนวนมาก เท่าที่สังเกตเห็นส่วนใหญ่มักจะเขียนกันเป็นตอนๆ ลงในนิตยสารที่คงอยู่มานาน อย่างเช่น สกุลไทย ขวัญเรือน อะไรพวกนี้แล้วพอจบเรื่องก็เอามารวมเล่มขาย ซึ่งยอดขายตามร้านหนังสืออาจจะไม่วูบวาบ ไม่ขึ้นอันดับยอดนิยมตามร้านให้เห็นกันมากนัก แต่เอาเข้าจริงแล้วมีแฟนหนังสือติดตามมั่นคง และคนมักจะไปกวาดซื้อกันทีเดียวเยอะๆ ตามบูทในช่วงงานสัปดาห์หนังสือที่จัดขึ้นสองปีหนซะมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำยอดขายชนะพวกนักเขียนรุ่นใหม่ๆไปได้
  ส่วนใหญ่นักเขียนรุ่นเก่าที่สะสมชื่อเสียงมานานพวกนี้ เนื้องานและฝีมือการเขียนย่อมเชื่อถือได้แน่นอน เข้าตำราทหารเก่าเชื่อใจได้ เป็นไปได้ว่านักอ่านหลายคนที่เบื่อกับกระแสนิยายสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยฉากวาบหวิวก็จะหาที่หลบด้วยการเลือกซื้องานของนักเขียนรุ่นเก่าๆ เหล่านี้แทน เพราะมั่นใจในคุณภาพทั้งภาษาและเนื้อเรื่องที่่มักเชื่อกันว่าแฝงคุณค่าลึกซึ้งกว่าของพวกคนใหม่ๆ เขียน
 
  แต่ประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าคิดคือ บางครั้งนักเขียนรุ่นเก่าที่มีชื่อเสียงแล้วสามารถขายเรื่องที่มีคุณค่าไร้ฉากวาบหวิวได้ด้วยเพราะคนเชื่อถือในแบรนด์ที่สะสมมานาน แต่ถ้าเป็นกรณีนักเขียนรุ่นใหม่ล่ะจะทำยังไง เพราะจากข้อมูลก็เห็นกันอยู่ว่า ถ้าวัดกันในระดับนักเขียนรุ่นใหม่ด้วยกัน งานที่เป็นแนววาบหวิว รุนแรงตบจูบ นั้นได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากอยู่ ดังนั้นถ้านักเขียนรุ่นใหม่บางคนอยากเขียนนิยายที่มีคุณค่าแฝงอย่าง เวลาในขวดแก้ว หรือน้ำใสใจจริงขึ้นมา แต่เขาไม่มีชื่อเสียงแบบรุ่นเก่าเป็นตัวช่วยหนุน ด้วยกระแสความเป็นไปของตลาดตอนนี้จะผลักดันทำให้สำนักพิมพ์ต้องการผลิตแนวติดเรทออกไปขายมากกว่าหรือเปล่า และต่อไปในอนาคตนิยายรักของไทยจะถูกครอบงำด้วยงานแนวนี้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ผู้ซึ่งให้คำตัดสินได้คือเหล่าผู้บริโภคและนักอ่านทั้งหลายนั่นเอง
  เขียนมายาวแล้วขอจบแค่นี้ดีกว่า ถ้าตกหล่นอะไรไปก็ขออภัยด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ แล้วคุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับตลาดนิยายรักของไทยในปี 2010 คุณมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร อย่าลืมแชร์ความรู้และความคิดเห็นกันได้ แล้วติดตามกันใหม่กับตอนที่ 3 ของ This year in review 2010
  
      

Comment

Comment:

Tweet

คือเราก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านนิยายนะ อ่านก็ทั้งประเภทรักหวานเเหวอย่างที่วัยรุ่นสมัยนี้ชอบอ่านซึ่งเราก็เป็นวัยรุ่นนะเเต่เวลาเราอ่านพวนนี้ มันให้ความรู้สึกที่ฉาบฉวย ไม่มั่นคง เเต่สิ่งหนึ่งที่ยอมรับคือการที่สำนักพิมพ์รู้จักรักษาคุณภาพของงานที่ออกมา ขอยกตัวอย่างคือสำนักพิมพ์เเจ่มใส เรายอยรับว่าสำนักพิมพ์นี้มีมาตรฐานในการเลือกให้เนื้อไม่เเย่นัก เพราะเราเคยอ่านของสำนักพิมพ์หนึ่ง เนื้อเรื่องที่อยู่ในหนังสือสำหรับเราอ่านไม่รู้เรื่อง เราไม่รู้ว่าเราอ่านเเย่หรือเนื้อหาเเย่กันเเน่
เราชอบทั้งเเนวเเฟนตาซีเเละเเนวรักเเบบผู้ใหญ่ ในที่นี้ขอกล่าวถึงเเนวรักเเบบผู้ใหญ่นะ เราชอบเเนวนี้นะเพราะให้ความรู้สึกที่เป็นจริงเเละมั่งคงของความรักมากขึ้น อย่างผลงานของคุณทมยนตีเราก็เคยอ่านหลายเรื่อง เราขอชมเลยว่าเขาเเต่งได้เก่งมาก งานเเต่ละชิ้นจะมีคุณภาพในตัว ทั้งด้านภาษาที่ใช้เเละเรื่องราวที่นำมาเเต่ง เเต่สิ่งที่เราขัดใจอย่างเดียวคือ เเทบจะทุกเรื่องที่เราอ่านจบเศร้าตลอด(ความรู้สึกส่วนตัวนะ) เเต่ผลงานของคุณทมยันตีจะมีสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์ประจำอยู่ในที่นี้เราขอไม่เอ่ยชื่อ เเต่เชื่อว่าทุกคนคงทราบกันดี หนังสือที่เราซื้อมานั้นมักมีสีหมึกของตัวอักษรที่ไม่เท่ากันหรือบางหน้าก็เลือนลางจนเเทบจะมองไม่เห็น ทั้งทั้งที่ราคาของหนังสือที่เรายอมเสียเงินซื้อไปนั้นก็มีราคาที่สูงพอสมควรถ้าเทียบกับนิยายไทยในปัจจุบัน เราคงต้องขอจบเเค่นี้ก่อน ขอโทษด้วยถ้าบางคนไม่เห็นด้วยกับความเห็นของเรา

#5 By sasi-3 (125.27.212.252) on 2010-12-18 00:09

open-mounthed smile โพสไว้อีกที่ตรงนี้ เพื่อความคิดเห็นที่หลากหลายขึ้น

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2006115

#4 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-12-16 14:09

ผมยังมั่นใจว่านิยายที่มีคุณภาพจะเป็นเพชรในตมที่โผล่ประกายแสงได้เสมอไม่ว่าจะถูกกลบด้วยกระแสวาบหวิวยังไง
เรื่องแนวทะเลทรายออกมาเยอะเหมือนกันนะครับ น่าจะได้รับความนิยมพอสมควร ผมไม่เคยอ่าน เลยไม่รู้ว่าข้างในเล่ม มันเป็นอย่างไร
ส่วนหนังสือหน้าร้านต่างๆ นั้น มีการจัดอันดับ
ผมก็ไม่ค่อยได้อ่านครับ
โดยส่วนใหญ่ปีที่ผ่านมา ผมก็อ่านงานวรรณกรรมเสียส่วนใหญ่
จำพวกวรรณกรรมแปล วรรณกรรมไทย เรื่องสั้น นวนิยาย
เท่านี้ก็อ่านไม่หมด จนกระดิกไปไหนไม่ได้เลยครับ
confused smile
ก็เหมือนกับวงการอนิเมะญี่ปุ่นที่หลัง ๆ ทำแต่เรื่องสนองตัณหาโอตาคุจนเพชรน้ำเอกเริ่มหายากเข้าไปทุกที ๆ แหละครับ คุณภาพยังไงก็แพ้การตลาดอยู่ดี (ถ้าให้ตลกยิ่งกว่าคือ ทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์และการตลาดที่ผมเรียนก็ยืนยันสัจธรรมข้อนี้ทั้งคู่)

#1 By boboverlord on 2010-12-14 19:14