Money mouth  ใกล้หมดปีแบบนี้ในฐานะคนทำงานเขียนและนักอ่านคนหนึ่ง ขอมองย้อนไปตลอดทั้งปี 2010 แล้วเขียนบันทึกไว้ว่าตลาดหนังสือไทยมีสภาพเป็นอย่างไรกันบ้าง ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว เป็นมุมมองของบุคคลเดียวเท่านั้น คิดว่าจะเขียนไปทุกวันแบ่งเป็นตอนย่อยๆ สัก 5 -10 ตอน แบ่งเป็น นิยายรัก บทความ แฟนตาซี นิยายแปล วรรณกรรมและเรื่องสั้นไทย ฯลฯ ต้องขอบอกว่านี่เป็นข้อเขียนที่พยายามวิเคราะห์เชิงข้อเท็จจริง ดังนั้นจะไม่มีการเชียร์หรือด่าหนังสือแนวไหนเป็นพิเศษ
       สำหรับตอนแรก ขอเริ่มด้วยหมวดนิยายรัก ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นหมวดหนังสือที่อยู่คู่กับนักอ่านไทยเรื่อยมา โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญที่ทำให้หนังสือแนวนี้ยืนยาวคงตัวตลอดกาลคือการที่มันถูกดัดแปลงไปเป็นละครได้นั่นเอง (ทั้งหลังข่าว ก่อนข่าว น้ำเน่า หรือน้ำดีก็ตาม)  ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าหนังสือนั้นไม่ใช่สื่อบันเทิงที่คนนิยมกันมากเท่าภาพยนต์หรือละครโทรทัศน์ ดังนั้นถ้าหนังสือชนิดไหนสามารถถูกดัดแปลงไปเป็นสื่ออื่นที่คนนิยมมากกว่าเดิมได้ก็จะเกื้อหนุนให้หนังสือประเภทนั้นมีคนอ่านเพิ่มไปด้วย
      จากความเห็นส่วนตัวของผมในปัจจุบันเราสามารถแบ่งนิยายรักในตลาดออกเป็นสองประเภทใหญ่ หนึ่งคือนิยายรักประเภทที่จับกลุ่มนักอ่านวัยผู้ใหญ่คืออายุราว 20 ปีขึ้นไป ซึ่งอยู่ในตลาดกันมานาน งานประเภทนี้แปรเป็นละครไทยได้ง่ายที่สุด 
     อีกกลุ่มคือนิยายรักแนววัยรุ่นที่เกิดขึ้นมาในช่วง 5-6 ปีหลังจากอิทธิพลของซีรีส์เกาหลีภายใต้การนำของสำนักพิมพ์อย่างแจ่มใสนั่นเอง ซึ่งเรามักเรียกกันว่านิยายรักหวานแหวว ซึ่งเป็นหัวข้อที่จะหยิบยกมาวิเคราะห์ถึงในวันนี้
      สำหรับนิยายรักหวานแหววนั้นยังมีอายุไม่ถึงสิบปี ยังเป็นที่น่ากังขาอยู่เหมือนกันในสายตาของหลายคน ในหลายประเด็น เช่นว่างานประเภทนี้จะอยู่ยืนยาวแค่ไหน คุณภาพของงานเขียนโดยรวมซึ่งแน่นอนว่าถ้าวัดกันตามมาตรฐานความเข้มข้นเชิงวรรณกรรมในหลักสูตรทั้งหลายแล้วนิยายหมวดนี้ย่อมไม่ใช่แน่  รวมไปถึงการใช้การบรรยายแบบมีอิโมติค่อนซึ่งจะเห็นว่าหลายคนมักบ่นกันตามบอร์ดสาธารณะทั้งหลายว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ความจริงอันน่าแปลกอย่างหนึ่งที่คนในวงการหนังสือแนวนี้พูดกันคือ...พอเล่มไหนขาดอิโมติค่อนกลับประสบความสำเร็จขายได้น้อยลงไปเมื่อเทียบกับเล่มที่มี
      อนาคตนั้นยังไม่รู้แน่แต่ในปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสำหรับหมวดนิยายรักทั้งมวล เราจะพบว่านิยายรักหวานแหววทำยอดขายเป็นอันดับต้นๆ ครอบครอง Top 10 อยู่ตลอดเวลาหลายต่อหลายเล่ม ชนิดที่นักเขียนนิยายรักรุ่นเก่าชื่อดังก็ยังสู้ไม่ไหว ถ้าคุณลองเช็คอันดับขายดีของร้านหนังสือแทบทุกยี่ห้อก็จะพบว่าชาร์ทเหล่านั้นโดนยึดครองโดยนิยายแนวนี้แทบทั้งสิ้น จุดขายสำคัญของหนังสือแนวนี้คือเรื่องที่อ่านง่ายตรงรสนิยมวัยทีน เกี่ยวกับความรักในวัยเรียน ที่มีตัวละครประเภทหนุ่มหล่อร้ายสุดเท่และนางเอกที่พิชิตใจพระเอกได้ซึ่งเป็นดั่งตัวแทนของนักอ่าน ตัวหนังสือน้อย การบรรยายไม่เยอะ รวมไปถึงหน้าปกที่เป็นการ์ตูนสีสันสวยงามถูกใจกลุ่มนักอ่านที่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในวัยรุ่นวัยเรียน ว่ากันว่านักอ่านที่ซื้อนิยายแนวนี้มากที่สุดคือกลุ่มเด็กสาวชั้นมัธยม
    
     ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามองโดยรวมแล้วคนอ่านหนังสือกันเยอะขึ้น เด็กและวัยรุ่นหลั่งไหลเข้ามาเป็นนักอ่านมากกว่าเดิม งานสัปดาห์หนังสือคนหนาแน่นจนต้องเดินเบียดกัน แต่จำนวนคนอ่านหนังสือบางแนวกลับแปรเปลี่ยนในทางผกผัน เช่นกลุ่มคนอ่านวรรณกรรมหรือเรื่องสั้นไทยที่ลดลงตามกาลเวลาอย่างน่าใจหาย แสดงว่าปริมาณคนอ่านโดยรวมที่เพิ่มขึ้นนั้นคงจะเทไปทางหนังสือไม่กี่แนว ซึ่งดูจากจำนวนคนที่ไปมุงอยู่ตรงบริเวณบูทของสำนักพิมพ์อย่างแจ่มใสแล้ว นิยายรักหวานแหววคงเป็นหนึ่งในกลุ่มสำคัญที่ดึงดูดนักอ่านไปมาก
      ผ่านมาถึงจุดนี้ ผมคิดว่านิยายรักหวานแหววอาจจะอยู่ได้นานกว่าที่หลายคนคิด และไม่ใช่แค่แฟชั่นที่ผ่านไปเร็ว เผลอๆ อาจจะยืนยาวกว่าตอนแฟนตาซีบูมซะอีก ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็คงต้องบอกว่าตอนนี้วงการหนังสือของไทยนั้นแตกต่างจากสมัยก่อนแล้ว มันคล้ายกับวงการเพลง และนิยายหมวดหวานแหววนั้นก็เปรียบดังนักร้องวัยรุ่นที่จับตลาดวัยรุ่นนั่นเอง (นิยายประเภทนี้คงเหมือนนักร้องกลุ่มกามิกาเซ่ หรือพวกนักร้องค่าย RS ยุคสถิติล้านตลับสมัยยุค 90) 
     ซึ่งหลักการพื้นฐานข้อหนึ่งที่คนวงการตลาดรู้กันคือ วัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีรายได้นี่แหละแต่เป็นลูกค้าชั้นดีที่พร้อมจะจับจ่ายและเสียเงินให้กับสินค้าของตัวเองมากที่สุด ดังนั้นถ้าคุณจับลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นได้คุณก็ได้ยินเสียงของกำไรดังกุ๊งกิ๊งๆ 
     ในเมื่อในปัจจุบันวัยรุ่นอ่านหนังสือกันมากขึ้น และย่อมเลือกหนังสือที่มีลักษณะตรงกับรสนิยม ตอบสนองรูปแบบชีวิต ความคิดความฝันของตัวเอง ดังนั้นนิยายรักหวานแหววอาจจะกลายเป็นหนังสือหมวดหนึ่งที่อยู่คู่กับตลาดหนังสือไทยตลอดไปนับจากนี้ก็ได้ เหมือนกับที่เพลงวัยรุ่นไม่เคยหายไปอีกเลยนั่นแหละนับแต่ยุค 90 เป็นต้นมา
    Cool  คุณคิดเห็นยังไงกับบทวิเคราะห์นี้ รวมไปถึงนิยายรักหวานแหวว ชอบไม่ชอบ คิดว่าจะอยู่ยืนยาวแค่ไหน รวมไปถึงประเด็นอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นเชิงคุณภาพหรือปริมาณ อย่าลืมออกความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนกันได้ แล้วพบกันอีกครั้งในตอนที่ 2 สำหรับ This year in review 2010     
  

Comment

Comment:

Tweet

#4 By (58.11.172.211|58.11.172.211) on 2014-06-11 00:21

ยุคสมัยนี้เด็กนักเรียนหญิงครองเมืองจริงๆ
ดูจัสตินบีเบอร์เป็นตัวอย่าง
ว่ากันว่าการตลาดสมัยนี้ต้องจับกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิง
เพราะมีกำลังซื้อมากที่สุด
(พ่อแม่ตามใจมาก)
อย่างน้องสาวผมจะเอาไอโฟน 4!!
แม่ซื้อให้หน้าตาเฉย ทั้งที่ครอบครัวขัดสนมากๆ
(ขนาดผมจะเก็บเงินเองซื้อ เพล 3โดนด่าซะงั้น)
555

#3 By NeverLord on 2011-04-08 00:07

big smile ลงไว้ให้ออกความเห็นกันอีกทีตรงนี้ครับ

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2003890

#2 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-12-13 15:17

อืม ก็คงมาจากที่ว่าคนเราต้องการพยายามเอาชนะใจพวกซึนเดเระ+หน้าตาดี+รวย+หยิ่ง+เจ้าชู้สินะ กับที่เนื้อหาวนเวียนไปกับวงการบันเทิงเพราะวัยรุ่นวนเวียนอยู่แค่นั้น (เหมือนที่อนิเมะยุ่นสมัยนี้เล่นแต่มุกโอตาคุ)

#1 By boboverlord on 2010-12-11 16:29