ศุกร์ที่ 13 พอดี เพิ่งผ่านวันแม่มาหวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับแม่และครอบครัว ผมเองก็ยังซื้อพวกของที่ระลึกไปให้แม่อยู่เหมือนกันแม้ว่าจะโตอายุเท่านี้แล้วก็ตาม แต่การทำอะไรดีๆ แสดงออกถึงความรัก ก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้นละนะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม 

    เมื่อไม่กี่วันมานี้เพิ่งได้อ่านหนังสือชื่อ "วานปีศาจตอบ" เป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์ของคุณ "รงค์ วงษ์สวรรค์" ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องด้วยฉายา "พญาอินทรีแห่งสวนอักษร" เป็นนักเขียนรุ่นเก่าแก่ที่นักเขียนรุ่นใหม่ให้ความนับถือยกย่องเป็นแรงบันดาลใจ และเขาเพิ่งจากไปในวันที่ 15 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมานี่เองก็ถือเป็นความสูญเสียยิ่งใหญ่อันหนึ่งของวงการ และจากนั้นก็มีหนังสือผลงานของคุณรงค์หลายเล่มก็ถูกนำมาจัดตีพิมพ์ใหม่อีกหน ก็ไม่ถึงขั้นครบทุกเล่ม ว่ากันว่าคุณรงค์สร้างผลงานไว้เกินกว่า 100 เล่ม ส่วนใหญ่งานที่ถูกนำมาจัดพิมพ์ใหม่มักจะเป็นผลงานที่สร้างชื่ออย่าง "สนิมสร้อย" หรือ "ใต้ถุนป่าคอนกรีต"

    เพราะเป็นการรวมบทสัมภาษณ์ของคนๆ เดียว ข้อดีคือกว่าจะอ่านจบเล่ม เราก็แทบจะทราบประวัติของคุณรงค์โดยละเอียดเพราะเก็บเล็กผสมน้อยจากหลายตอนจนครบถ้วนได้ ส่วนมุมที่ไม่ดีคืออาจจะมีบางคำถามที่ซ้ำหรือพูดในประเด็นเดิมบ้าง แต่ก็ถือว่าค่อนข้างน้อย ผมคิดว่าถ้าใครเป็นคนที่ชอบผลงานของคุณรงค์ หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นของที่น่าเก็บสะสมทีเดียว แม้แต่ผมเองต้องยอมรับความจริงว่าไม่ได้เป็นแฟนเหนียวแน่ แต่อ่านแล้วก็พบว่ามีแง่มุมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะมุมมองในฐานะนักเขียนและวงการหนังสือไทยตั้งแต่ยุค 40 ปีก่อน

     พอได้อ่านบทสัมภาษณ์ผ่านห้วงเวลาอันยาวนาน (ในเล่มนี้เริ่มจาก พ.ศ. 2511-2545) ตั้งแต่คุณรงค์กลับมาจากการไปอยู่อเมริกาอายุประมาณ 35-36 จนกระทั่งเข้าวัยชราที่มีโรครุมเร้าเจ็บป่วย นอกจากได้เห็นชีวิตและความคิดของนักเขียนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งแล้ว ยังเก็บตกความเปลี่ยนแปลงที่มีต่อสังคมไทยได้ด้วย ซึ่งมีหลายอย่างที่น่าสนใจ ผมสังเกตเห็นและหยิบยกมาเขียนให้อ่านกัน 

     -  ตอนสมัยปี 2511 คุณรงค์เพิ่งกลับมาแล้วเขียนหนังสือเล่มใหม่ ได้ค่าลิขสิทธิ์มา 2 หมื่นบาทซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากในยุคนั้น และมียอดพิมพ์ 13000 เล่มในเวลาอันรวดเร็ว (พิมพ์ 3 หนในเวลาแค่เดือนสองเดือน) ซึ่งแตกต่างจากยุคปัจจุบันมากเมื่อมองว่างานแนววรรณกรรมไทยในปัจจุบันบางครั้งพิมพ์แค่เพียง 2000 เล่มด้วยซ้ำแล้วยังขายไม่หมดเลย อย่างเช่นเรื่อง "ลับแลแก่งคอย" นั้นก่อนที่จะได้ซีไรต์ก็มียอดพิมพ์แค่เพียง 2 พันเล่ม และถ้าไม่ได้ซีไรต์มันก็คงจะหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ขายดีอย่างตอนหลังได้รางวัล เรียกได้ว่าพฤติกรรมการบริโภคของนักอ่านไทยเปลี่ยนไปมากทีเดียว

     -ต่อเนื่องจากข้อก่อนก็ต้องถือว่าออกจะเป็นเรื่องน่าเศร้าปนแปลก เพราะเมื่อสี่สิบปีก่อนประชากรไทยอยู่ที่ราว 50 ล้่านคนซึ่งในบทสัมภาษณ์คุณรงค์และคนในวงการเขียนตอนนั้นก็มองว่าที่วรรณกรรมขายได้ประมาณ 5000-15000 เล่มถือว่าน้อยเกินไป แต่ปัจจุบันที่ประชากรไทยเพิ่มขึ้นเป็น 63 ล้านคนปรากฏว่าหนังสือพิมพ์แค่ 2 พันยังแทบขายไม่หมดแถมตามร้านหนังสือก็ไม่มีที่วางถ้าไม่ได้รางวัล  แสดงว่าที่เราเห็นคนอ่านหนังสือเยอะขึ้น งานสัปดาห์หนังสือคนเต็มแทบจะเบียดกันตายนั้นไม่เผื่อแผ่มาถึงวรรณกรรมแนวจริงจังของไทยเลย 

 

 

 -  นักเขียนไทยหลายคนเมื่อหมดยุคหรือเสียชีวิตไปแล้วมีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกลืมเลือนไป เราไม่ค่อยมีการเก็บรักษารากฐานของตัวเอง ไม่เหมือนฝรั่งที่แม้นักเขียนจะตายจากไปแล้วแต่ผลงานนักเขียนยังไม่ถูกหลงลืม อย่างแฮมมิ่งเวย์ โทลคีนอะไรพวกนั้น

    นับว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับความคิดและวิถีชีวิตนักเขียน 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet