ในขณะที่วงการอ่านการเขียนไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นยังไม่ค่อยเดินหน้าไปไหน และนักอ่านนักเขียนส่วนใหญ่ก็เพียงแค่ทำตามกระแสที่ต่างชาติส่งมา ผ่านทางสำนักพิมพ์ของเราอีกที (ซึ่งหลายครั้งก็ล่าช้่ากว่าในสังคมโลกเขา) เราลองออกไปดูความเปลี่ยนแปลงของวงการหนังสือในระดับโลกว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง  โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับตลาดหนังสือดิจิตอลที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในตลาดใหญ่อย่างอเมริกากำลังตื่นตัว จับตาวิเคราะห์เรื่องนี้กันเป็นพิเศษ 

    เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไปหนหนึ่งแล้วตอนช่วงที่ i pad เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ๆ และยังไม่วางขาย ตอนนั้นยังไม่มีผลลัพธ์ที่แน่ชัดว่าเมื่อสินค้าตัวนี้ของ apple เปิดตัวมาผู้คนจะให้การต้อนรับมันดีแค่ไหน โดยเฉพาะสังคมนักอ่านซึ่งตั้งแต่ดั้งเดิมเราเชื่อกันแบบโรแมนติกมาตลอดว่า "e-book ไม่สามารถมาแทนหนังสือจริงๆ ได้"

      มาถึงตอนนี้เป็นเวลาราว 4 เดือนหลังจาก i pad วางตลาดไป แม้ความเชื่อนั้นจะยังไม่ถูกโค่นล้มลงอย่างสิ้นเชิง แต่ยอดขายของ i pad ที่เข้าขั้นถล่มถลาย ขาดตลาดชนิดที่ว่า สินค้าผลิตไม่พอจะกระจายทุกประเทศทั่วโลก ส่วนประเทศที่มีขายแล้วก็ขายหมดจนไม่เหลือ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้คนให้การต้อนรับมันอย่างดีทีเดียว และการพยายามเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการอ่านของ apple ครั้งนี้ไม่ "วืด" หรือ "แป๊ก" อย่างที่บางคนคาดหวังซะแล้ว

 

 

 ( I pad สินค้าขายดิบขายดีที่ยังไม่วางขายในไทยอย่างเ็ป็นทางการ แต่หาซื้อได้ตามร้านหิ้วแถวมาบุญครอง)

   ภาพลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของ i pad คือการทำตัวเป็นหนังสือ digital โดยคนสามารถซื้อไฟล์มาอ่านได้ในราคาที่ถูกกว่าตัวหนังสือที่เป็นเล่มจริงๆ อย่างผมเองก็คิดจะซื้อมันเหมือนกันในวันหนึ่ง สนใจเป็นพิเศษตรงที่สามารถจะซื้อนิตยสารต่างประเทศอย่าง NME-Time มาอ่านได้ในราคาที่ถูก สมเหตุสมผลกว่าซื้อในร้านหนังสือที่ไทย ซึ่งต้องบวกภาษีมาด้วยทำให้แพงเกินรับ แต่การที่มันขายดีก็ไม่ได้เกิดเพราะผู้คนในโลกนี้รักการอ่านกันหมด แต่เป็นเพราะ application ในแขนงอื่นๆ นอกหมวดหนังสืออย่างเช่นเกมที่จับใจผู้คนให้มาซื้อมันได้

 

 

 (ภาพตัวอย่าง app ประเภทนิตยสารใน i pad ในรูปคือนิตยสาร retro gamer) 

  ก่อนหน้าที่ i pad จะเปิดตัวในปีนี้ amazon น่าจะถือเป็นผู้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือรายใหญ่รายแรกที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงของโลก digital โดยออก เครื่องอ่านของตัวเองที่เรียกว่า kindle ออกมาก่อนตั้งแต่ปลายปี 2007 ซึ่งเมื่อ 3-4 วันก่อนผมเพิ่งได้อ่านข่าววงการหนังสือทีทาง amazon ได้เปิดเผยยอดขาย 3 เดือนล่าสุดของตัวเองออกมา ซึ่งมีผลลัพธ์ที่น่าตกใจพอสมควร

   ที่บอกว่าน่าตกใจก็เพราะทาง amazon บอกว่าปัจจุบันยอดขายหนังสือแบบดิจิตอลสูงกว่าหนังสือแบบปกติเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในอัตราส่วนคือ ทุกครั้งที่ขายหนังสือฉบับจริงได้ 100 เล่ม พวกเขาสามารถขายหนังสือดิจิตอลได้ 130 เล่ม โดยส่วนตัวผมคิดว่าสัดส่วนยอดขายเช่นนี้คือดิจิตอลชนะฉบับจริงไปแล้ว มาถึงค่อนข้างเร็วเกินคาดคิด 

   

 

    ตามการคาดการณ์ของผมการเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ ที่ไม่ใช่แค่เพียงแฟชั่นวูบวาบ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีการปฏิบัติ พฤติกรรมการบริโภคสื่อบันเทิง วัฒนธรรมการอ่าน และกระแสนิยมต่างๆ เมืองไทยเราอาจจะช้ากว่าชาติตะวันตกอย่างอเมริกาอยู่ประมาณ 2-3 ปี (อย่างเช่นตอนที่วง Nirvana ออกอัลบั้ม Nevermind ปี 1991 ปลุกกระแสอัลเตอร์เนทีฟ แล้วประเทศไทยก็มี Modern dog ในปี 1994) แต่บางทีในยุคปี 2010 ที่โลกแคบลงกว่าเดิม มันอาจจะกินเวลาสั้นลงกว่านั้นแล้วก็ได้

      สำหรับคนเป็นนักเขียนอย่างผมก็ยังไม่แน่ใจว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ จะส่งผลกระทบในทางร้ายกับตัวหรือเปล่าอย่างที่พวกนักร้องและผู้คนในวงการเพลงโดน i pod และ MP3 เล่นงานมาก่อน โดยปี 2000 คือปีที่ยอดขาย CD ทั่วโลกพุ่งสู่จุดสูงสุดก่อนที่ i pod จะมาในปี 2001 และก็ส่งผลทำให้ยุคของซีดีจบลง พฤติกรรมการบริโภคของคนไม่เหมือนเดิมอีกเลย 

      ที่แน่ๆ กลุ่มธุรกิจที่น่ากลุ้มใจที่สุดน่าจะเป็นสำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ และร้านหนังสือ เพราะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ถ้าผมทำธุรกิจ 3 ประเภทนี้อยู่ ผมคิดว่าตัวเองคงไม่ประมาทและจะคอยจับจ้องความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นพิเศษ เพื่อจะหาทางรับมือ เมื่อคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังซัดมา

    เมื่อถึงเวลานั้น ถ้าผู้คนหันไปบริโภคหนังสือดิจิตอลกันจริงๆ ด้วยพฤติกรรมไม่ต่างจากวงการเพลงละก็ ถือเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคนทำงานด้านนี้มากทีเดียว เพราะเรารู้กันอยู่ว่าพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่นั้น ส่วนใหญ่มักจะหาโหลดเอาแบบผิดกฏหมาย ไม่ยอมจ่ายเงิน

   ถ้าวงการหนังสือต้องประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน เห็นทีร้านหนังสือก็คงต้องปิดตัวไปเหมือนกับร้า่นขายเทปขายซีดี สำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ก็คงขาดทุนได้ยุบหายกันไปบ้าง  นักเขียนอาจจะได้ลาวงการเพราะทำไปก็ไม่มีผลตอบแทนกลับมาเหมือนที่นักร้องไทยหลายคนเป็นมาแล้ว  คิดแล้วก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

  แต่อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของโลกและไม่มีใครสามารถหลีกหนีมันได้ 

   

  

   

Comment

Comment:

Tweet

ผมว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปขนาดไหน ผมก็ยังชอบที่อ่านหนังสือรูปของกระดาษมากกว่า ถ้าหนังสืออยู่ในรูปดิจิตอลเสียหมด เลิกอ่านหนังสือเลยดีกว่า (ความรุ้สึกของผมนะ)

#5 By notoner (58.9.145.37) on 2010-08-19 18:39

big smile ตั้งกระทู้ไว้อีกที่ สำหรับให้ออกความเห็นกัน

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1877119

#4 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-08-08 20:38

ในฐานะคนอ่านหนังสือ และเขียนหนังสือ (ตามอารมณ์)
ผมไม่คิดว่า ไม่มีอะไร "ขลัง" และ มี "สเน่ห์" เท่ากับหนังสืออีกแล้วครับ

ด้วยคุณสมบัติหลายอย่าง ที่โลกดิจิตอล (อันขับเคลื่อนด้วยพลังงานในรูปแบบต่าง) ไม่สามารถ "ทัดเทียม" ความ "ธรรมดา" ของหนังสือได้เลย

ผมยังพอใจที่จะปลูกเปล นอนอ่านหนังสือใต้ร่มไม้ วันว่างก็เดินเล่นในร้านหนังสือ ซื้อหนังสือเหมือนเดิม

ใครเปลี่ยนหรือพัฒนาอย่างไร ผมว่ามีบางกลุ่ม ที่ยังคงพอใจในพื้นที่ที่ตัวเองยืนอยู่

ถามพรรคพวกหลายคนที่รู้จัก และรักใคร่วงการวรรณกรรม บางคนชอบหนีบหนังสือเข้าห้องน้ำ ซื้อหนังสือฝากคนรัก อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้รู้ว่า หนังสือก็ยังมีคุณค่า ในตัวของผม

ส่วนเรื่องนักเขียนเองนั้น อย่าเพิ่งคิดต่อยอดอะไรมาก
มีหน้าที่เขียนงานครับ

big smile big smile
อาจจะมาเร็วกว่าที่คิดจริงๆ
แล้วงี้ ราคาหนังจะกระดาษจะแพงขึ้นมั้ย?

#1 By Fernall on 2010-08-07 20:17